||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส บทความที่น่าสนใจ
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

"ดอกไม้ในแจกัน" โดย ปาต้าซานเย็น

ภาค ๒

อาทีนวะของศิลปะ
ส่วนเสีย ข้อเสีย โทษ หรือความเลวร้ายของศิลปะ

 

โทษหรือส่วนเสียของศิลปะ

 

มายาของศิลปะ

 

ะวังศิลปะแห่งโลกปัจจุบันนี้ให้ดี ๆ. ที่เรียกว่าศิลปะ ที่คุณจะไปบูชาไปชอบมัน ระวังให้ดี ๆ; มันล้วนแต่จะทำที่ไม่เป็นมายาให้เป็นมายา ให้มีความหมายที่เป็นมายา ที่ผูกพันจิตใจรุนแรงหนักขึ้น ๆ จนหลงอยู่ในมายา ออกไปไม่รอด.

          เราจะต้องใช้ศิลปะแต่ในทางเปลื้องมายา พังทะลายมายา; แก้ไขอุปสรรคเหล่านั้น จึงจะเป็นศิลปะในหลักของพระพุทธศาสนา คือในหมู่ของพุทธบริษัท. ส่วนพวกชาวบ้านเขามีศิลปะ ชนิดที่จะฝังตัวให้ดื่มด่ำ จมมิดลงไปในรสของมายา โดยเฉพาะสุขเวทนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เกี่ยวกับเพศตรงกันข้าม.

ขึ้นด้านบน

ความมึนเมาทางวิญญาณ

 

นที่สุดก็มาถึงเรื่องศิลป ศิลปอย่างสมัยนี้ ยิ่งน่าสงสาร แล้วยิ่งบูชากันมากก็ยิ่งน่าสงสารมากขึ้นไปทุกที คือมัน ทำให้โง่ด้วยความฉลาดยิ่งขึ้นทุกที หรืออะไรนี่ คือฉลาดที่จะสร้างแบบวิธีคิด วิธีดู หรือให้ความหมายนี้มันฉลาด, แล้วก็ให้คนไปเรียนเข้า จึงจะรู้ว่านั้นเป็นสวย สวยอย่างนั้น ๆ. แต่แล้วไม่มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากให้มันมีเรื่องมากขึ้น สำหรับจะมึนเมาในทางวิญญาณ, ให้โง่ในทางวิญญาณ, ให้ฉลาดในทางความประดิษฐ์ประดอย; แต่ว่าโง่ในทางที่ไปเสียเวลา, และแทนที่จะใช้เวลาเพื่อสันติสุขสันติภาพ กลับไปใช้เวลาให้มึนเมาในศิลป ซึ่งก็ไม่นำมาซึ่งสันติสุขหรือสันติภาพ.

          แต่พวกที่เป็นเจ้าของศิลป เขาก็พูดว่า นี่ทางเดียวนี้ที่มนุษย์จะละกิเลสไม่สนใจกับกิเลสหรือความทุกข์ มาสนใจในเรื่องศิลป. นี่ก็เถียงกันอยู่อย่างนี้ แล้วก็ดูเอาเองซิ.

          อาตมาก็ดูมาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีจนบัดนี้ เลยเห็นว่า ศิลปนี้วิวัฒนาการถึงขนาดนี้ เราก็วินาศในทางวิญญาณ; สูญเสียความเป็นอิสระของจิตใจตามธรรมชาติ สูญเสียความไม่ถูกหลอกลวง กลายเป็นถูกหลอกลวง โดยวิถีทางของศิลปที่พาไกลออกไป ไกลออกไป เสียเวลามาก เปลืองมาก เหนื่อยมาก ปวดสมองมาก; แต่แล้วก็ไม่มีประโยชน์แก่สันติภาพเลย. วิวัฒนาการของศิลปะสมัยปิงปองนี้ เป็นอย่างนี้.

          พูดอีกทีหนึ่งก็ว่า ถ้าเราดูกันไปแล้ว วิวัฒนาการสูงสุดตามแบบของตะวันตกนี้ ก็คือ วินาศ, ความวินาศของของมีค่าอย่างตะวันออก. ตะวันตกเป็นเรื่องทางวัตถุ เป็นเรื่องเนื้อหนัง; แม้ว่าไม่ใช่ทุกคน. แต่ว่าส่วนใหญ่ที่สุดพวกฝรั่ง พวกตะวันตก; เมื่อเราพูดถึงฝรั่ง เราหมายถึงตะวันตกที่เป็นวัตถุนิยมที่ก้าวหน้าอย่างพรวดพราด เหมือนกับวิ่งไปในทางวัตถุนิยม.

          นี่ถ้าตะวันตก หรือวัฒนธรรมตะวันตกเจริญเต็มที่ เราก็สูญเสียของมีค่าอย่างตะวันออก, เรื่องทางจิตวิญญาณของฝ่ายตะวันออก ซึ่งเล็งถึงเรื่องจิตเรื่องวิญญาณ ยิ่งกว่าเรื่องเนื้อหนังหรือเรื่องทางวัตถุ; เราไปเอาเรื่องทางวัตถุเราก็สูญเสียเรื่องทางวิญญาณ. ถ้าว่าวิวัฒนาการแบบตะวันตก มันก็คือวินาศนาการแบบตะวันออก เสียหายหมดในเรื่องจิตเรื่องวิญญาณ.

          ศาสนาทุกศาสนา เกิดในซีกโลกฝ่ายตะวันออก ฉะนั้น ตะวันออกจึงเรียกว่ามีศาสนาอยู่ในสายเลือด, เป็นเรื่องจิตเรื่องวิญญาณ แล้วไม่ยอมเป็นทาสของวัตถุ. ทีนี้ทางฝ่ายตะวันตก เขาก็เคยหนักในทางศาสนา ที่รับไปจากตะวันออกนี้; แต่แล้วก็เปลี่ยนไป ๆ จนไปเป็นศาสนาที่มีความเจริญทางวัตถุ; ออกชื่อพระเจ้าแต่ปาก ใจเป็นวัตถุ.

          ถ้าว่า วัฒนธรรมตะวันตกสูงสุด ก็คือความวินาศของวัฒนธรรมตะวันออก. แต่เดี๋ยวนี้ทั้งตะวันตกทั้งตะวันออก ก็กำลังจะเหมือนกัน ในข้อที่ว่า เป็นทาสของวัตถุกันไปหมด; แล้วโลกนี้ก็วินาศเร็วเข้าเท่านั้นเอง. ถ้าช่วยกันถ่วงไว้; อันหนึ่งไปทางวัตถุ, อันหนึ่งไปทางจิตใจ, เหมือนกับเป็นเครื่องถ่วงไว้ โลกนี้ก็ไม่วินาศเร็วเกินไป.

ขึ้นด้านบน

ศิลปเฟ้อ

ที  

นี้ศิลปก็เฟ้อ ไปดูแผนกศิลปที่เขายกย่องกันนักหนาแหละ มีแต่เรื่องเฟ้อหมายความว่าเอาไปทิ้งเสียให้หมดนั้นก็ได้; มนุษย์ไม่เดือดร้อนอะไร แล้วยังจะผาสุกหรือสงบ ยิ่งกว่านั้นอีก.

          ศิลปที่มีประโยชน์แท้จริงมีน้อยมาก มีแต่ที่เสียเวลาทั้งนั้น แล้วมิหนำซ้ำยังประดิษฐ์ให้มันมากขึ้น.ศิลปยิ่งใหม่เท่าไร ยิ่งเป็น modern art, เป็น abstract เท่าไร มันยิ่งเสียเวลาเปล่า ๆ มากขึ้นเท่านั้น. นี่เรียกว่าศิลปมันเฟ้อ; แล้วก็ยิ่งบัญญัติให้มันลึกเข้าไป คือให้มันบ้าลึกเข้าไป จนคนธรรมดาดูไม่ออกว่าเป็นศิลป. ต้องไปศึกษาตามแบบของเขาให้มันบ้าลึกเข้าไป จึงจะดูภาพนั้นออกว่าเป็นภาพศิลปะ. นี้มันเสียเวลา มิหนำซ้ำมันเป็นการส่งเสริมโมหะ.

          นี่เป็นการทำที่ว่าตาม ๆ เขาไป เพราะเราไม่มีความรู้สึกถูกต้องของเราเองเป็นส่วนมาก, การศึกษาเฟ้อยัดเยียดให้เด็กเรียนสิ่งที่ไม่ต้องเรียน, สิ่งที่จำเป็นแก่ดวงวิญญาณไม่มี, นี่ก็หลับตาตามก้นพวกฝรั่ง ด้วยเหตุที่เรียกว่ามันบังเอิญที่สุดเลย ที่เราไปตามก้นพวกฝรั่ง ในเรื่องการศึกษา.

          ทีนี้ก็ดูตัวครูเอง ดูฝรั่งเอง มันเป็นอย่างไรบ้าง? มันก็ออกมาเป็นฮิปปี้นี่ หรือเป็นการศึกษาที่ไม่สามารถจะทำโลกนี้ให้มีสันติภาพได้; ให้วนเวียนอยู่นั่นแหละ, หรือให้โกงเก่งขึ้น จนไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้จะว่านับถือประชาชาติชาติไหนที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการซื่อตรง ในความยุติธรรม ในความสุภาพ. นี้จะหาไม่ได้แล้ว; เพราะว่าการศึกษามันถึงกันหมดทั้งโลก มันเหมือนกันหมดทั้งโลก มันเฟ้อกันไปหมด.

ขึ้นด้านบน

ศิลปะไม่เป็นไปเพื่อสันติ

 

มื่อก่อนนี้ศิลปนี้เขาต้องการเพียงเครื่องมือ หรืออุปกรณ์สำหรับเป็นอยู่สะดวกสบายผาสุก. เดี๋ยวนี้คนคิดเทคนิคของศิลปให้ขยายออกไป, ขยายออกไปจนคนธรรมดารู้ไม่ได้. ต้องไปเรียนกันเสียตั้งมากมาย จึงจะรู้ค่ารู้ความหมายของศิลปนั้น; แล้วก็ไปเสียเวลาเปล่า ๆ ไม่ได้ทำให้มนุษย์นี้ดีขึ้น, นอกจากว่าบ้าศิลปเก่งขึ้น ศิลปทาง modern art, abstract อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันก็เก่งในการที่ทำให้คนเป็นบ้าศิลปมากขึ้น นี่ไม่เป็นไปเพื่อสันติ.

          ศิลปที่จะช่วยให้คนเข้าใจของจริงของชีวิตนั้น ละเลยกันหมด. ศิลปนี้มันมีความหมายมีความมุ่งหมายอย่างยิ่ง; จะใช้ความงดงามดึงดูดใจ ให้คนเข้าไปถึงความจริงของชีวิต ของโลก ของความทุกข์ความสุขนี้. ศิลปสูงสุดมันก็อยู่ที่รู้จักเอาชนะกิเลสให้ได้ นี้เป็นความงดงามเหนือศิลปใด แต่เป็นเรื่องทางจิตใจหน่อย. ถ้าเป็นเรื่องทางวัตถุ ก็เป็นความงามชนิดที่ให้เข้าถึงความงามทางจิตใจ อาศัยความงามทางรูปร่างนี้ เข้าไปถึงความงามทางจิตใจ.

          เดี๋ยวนี้ศิลปมันพาเข้ารกเข้าพง เหมือนกับใยแมงมุมพัน จนไม่รู้ว่าจะออกทางไหน ก็เรียกว่าตะวันตกไม่ได้ให้อะไรแก่ตะวันออกในแง่ของศิลป; นอกจากปัญหายุ่งยาก หมดเปลือง เกี่ยวกับศิลปมากขึ้น, มันนำไปสู่ความยุ่งเหยิงยิ่งขึ้น, ไม่มีวี่แววจะส่งเสริมสันติ, แม้แต่จะให้เส้นประสาทสงบรำงับก็ไม่มี.

          เพราะฉะนั้นศิลปินโดยมากจึงบ้า ๆ บอ ๆ เป็นโรคเส้นประสาทอยู่ส่วนหนึ่งทีเดียว เพราะตัวเองทำบาป พาศิลปไปเข้ารกเข้าพง เลยเมากัญชาชนิดหนึ่ง เมากัญชาศิลป นั่งดูรูป abstract ได้ทั้งวัน ๆ ทั้งเดือนทั้งปี นี้มันเมากัญชาของศิลปยิ่งกว่าเฮโรอีนไปเสียอีก ไม่ช่วยโลกนี้ให้มีสันติภาพหรือสันติสุขเลย; ผิดความมุ่งหมายของศิลปแต่กาลก่อน.

ขึ้นด้านบน

การปล่อยไปตามอำนาจของกิเลส

 

ารปล่อยไปตามอำนาจของกิเลสนั้น ก็ตรงกับคำว่า ปล่อยไปตามธรรมชาติฝ่ายต่ำ. พวกที่เขาอยากจะพูดบัญญัติง่าย ๆ เขาก็ว่าธรรมชาติฝ่ายต่ำดึงไปสู่ความต่ำ, ธรรมชาติฝ่ายสูงดึงไปสู่ความสูง. ทีนี้ถ้าว่า อำนาจของกิเลสก็ล้วนแต่ดึงไปทางฝ่ายต่ำ, ไปไหน ก็ไปสู่ความเป็นทาสของกิเลส; เป็นทาสของกิเลส ก็คือว่าก็ไปหลงอยู่ในเรื่องความเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง : ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง ทางความรู้สึกนึกคิด, และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็เรื่องเพศตรงกันข้ามก่อน.

          ต่อมามันก็ไปในแบบของที่แม้จะไม่ใช่เกี่ยวกับเพศตรงกันข้าม มันก็ยังเป็นทาสของกิเลสอยู่นั่นเอง; เช่นว่าไปหลงใหลในศิลปะ รูปปั้นรูปเขียน รูปอะไรก็ตาม, หลงใหลอย่างคนเป็นบ้า. นี่สำหรับคนที่ไม่หลงใหลในทางกาม มันก็เป็นทาสของสิ่งนั้นแหละพอ ๆ กัน, ก็เป็นเรื่องทางความคิดความรู้สึก. ไปดูรูปศิลปะสวย ๆ นี่เราจะไม่ถือว่าเป็นทางตา ถ้าทางตานั้นมันมีหน้าที่แต่เห็นว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น; แต่ศิลปะสวย ศิลปะ abstract ศิลปะอะไรก็ตาม นั้นมันทางความคิดมันก็เป็นเรื่องของจิตที่โง่ที่หลง, แล้วก็มีอร่อยในทางจิตอย่างนี้เป็นต้น ก็เรียกว่าเป็นทาสของวัตถุอยู่นั่นเอง.

          การปล่อยไปตามอำนาจของกิเลส ก็ไปทางที่จะเป็นทาสของวัตถุหรือเนื้อหนัง นับตั้งแต่ทางกามขึ้นมา, จนถึงทางรูปที่ไม่เกี่ยวกับกาม, ความละเมอเพ้อฝัน ในเกียรติยศชื่อเสียง ซึ่งเป็นอรูป นี้ปล่อยไปตามอำนาจของกิเลส ก็เรียกว่าไม่ละอาย, เป็นอหิริกะ แปลว่า คนที่ไม่ละอาย; ดังนั้นจึงได้ลงไปในอบายที่นี่และเดี๋ยวนี้.

          เรื่องอบายที่นี่และเดี๋ยวนี้ จะไม่ต้องพูดกันนักกระมัง เพราะผมก็ได้อธิบายมาในที่ต่าง ๆ พิมพ์หรืออะไรกันแพร่หลายแล้ว; แต่ยังอยากจะย้ำอยู่เสมอว่า ขอให้มองถึงอบายที่นี่และเดี๋ยวนี้กันก่อน. อย่าไปมองแต่อบายหลังจากตายเข้าโลงไปแล้วโน่น มันยังไกลนัก. ที่มันตกอยู่ทุกวันนั่นแหละเป็นอบายที่น่ากลัวกว่า : นรก ก็คือร้อน ร้อน ๆ เป็นทุกข์เป็นร้อน, เดรัจฉานก็คือโง่ โง่แสนจะโง่, เปรต คือหิว, หิวทางจิตวิญญาณ, อสุรกายก็ขี้ขลาดอย่างไม่มีความหมาย.

          ไปสำรวจตัวเองดูเถอะ ว่ากำลังอยู่ในอบายหรือเปล่า? ทั้งที่เป็นพระมีผ้าเหลืองคุ้มครองนี่ ลงไปในอบายแล้วหรือเปล่า? ถ้ามันร้อนใจด้วยเหตุของอะไร ความชั่ว ความผิด หรืออะไร บาปกรรมอะไรก็ตามเถอะ มันลงอยู่ในนรกแล้ว. ถ้ามันโง่อย่างไม่น่าโง่ในบางครั้งบางโอกาสน่ะ มันเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้ว; แม้จะอยู่ในผ้าเหลืองนี่ มันก็เป็นสัตว์เดรัจฉานได้โดยโอปปาติกะกำเนิดเกิดผลุดเดียว เกิดแวบเดียวก็เป็นอะไรขึ้นมาแล้ว. เปรตคือหิว, หิวจนพูดพล่ามอยู่แต่เรื่องนั้นเสมอแหละ. ฉะนั้นระวังให้ดีเถอะ เรื่องที่คุย ๆ กันไม่ค่อยขาดปากนั้นน่ะ มันจะเป็นเรื่องของความเป็นเปรต. อสุรกายก็คือกลัว กลัวอย่างไม่มีเหตุผล กลัวอย่างไม่มีความหมาย. นี้อบาย เพราะปล่อยไปตามอำนาจธรรมชาติฝ่ายต่ำ คือไปทำเล่น ๆ กับมัน แล้วมันก็พลัดลงไปในอบายโดยไม่รู้สึก โดยไม่ทันรู้สึก.

ขึ้นด้านบน

ปัญหาที่เกิดจากปาฏิหาริย์.

 

ะไรที่มันมีปาฏิหาริย์ แก่จิตใจเรา เราก็ควรจะรู้จัก สิ่งใดที่เราไปมองเข้าหรือไปเกี่ยวข้องเข้าแล้ว มันดึงเอาจิตใจของเราไปหมด, นี้ก็เรียกว่าปาฏิหาริย์ แต่มันจะเหมือนกันทุกคนไม่ได้ เพราะว่าคนเราเกิดมาต่างกัน มันมีการศึกษาต่างกัน มีความรู้สึกสูงต่ำกว่ากัน, แม้จะไม่มากเท่ากับว่าความแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์ มันก็เกือบจะน้อง ๆ กันไปในระหว่างคนบางหมู่บางพวก หรือว่าคนบางคน. ดังนั้น เราจึงเห็นบางคนหลงใหลในสิ่งที่คนอื่นไม่หลงใหล นี่ขอให้มองดูที่ความจริงข้อนี้กันเสียก่อน หรือแม้คน ๆ เดียวกัน ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งหรือวัยหนึ่งก็ไม่หลงใหล, แต่ในวัยหนึ่งมันก็หลงใหลเอามาก ๆ. เช่น วัยเด็กก็ไม่หลงใหลในเรื่องกามารมณ์มากเท่ากับวัยหนุ่มสาว อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้น กามารมณ์นั้นมันก็เพิ่งจะเป็นปาฏิหาริย์ขึ้นมา เมื่อคนเรามันถึงวัยที่จะหลงใหล เรามันก็มีวัฒนธรรมต่างกัน คนที่เล่าเรียนมากศึกษามากนั้นแหละจะลำบากมาก เพราะมันมีความคิดละเอียดอ่อนลึกซึ้ง คือคิดได้เก่งกว่าคนที่ไม่มีการศึกษา ดังนั้น ปัญหาจึงมีมากกว่า.

          ปู่ย่าตายายของเราเคยพูดไว้ว่า รู้มากยากนาน หมายความว่า รู้มากจะลำบากมาก ยิ่งรู้มากจะยิ่งลำบากมาก จะยิ่งมีปัญหามาก. ถ้ารู้น้อยก็ไม่ค่อยมีปัญหาไม่ค่อยลำบาก เพราะคนรู้มากเรียนมากมันคิดเก่ง ฉะนั้น จึงทำปัญหาขึ้นได้มาก, แล้วบางทีก็เตลิดเปิดเปิงเกินไป.

          ยกตัวอย่างง่าย ๆ เดี๋ยวนี้เช่นศิลปะที่กำลังมีอิทธิพล ศิลปใหม่ๆ พวก abstract พวกอะไรต่าง ๆ นี้ มันมีขึ้นมาได้จากการศึกษาที่มีมากในทางนั้น แล้วก็เกินจำเป็น ไม่มีอิทธิพลแก่ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา แล้วก็ไปมีอิทธิพลแก่ผู้ที่ศึกษาแต่ในทางนั้น, เข้าใจไปตามแบบที่เขาวางไว้ หรือว่าจำกัดไว้. เรามอบตัวไปเป็นทาสของการตีความหมายอย่างนั้น หรือความลุ่มหลงอย่างนั้น มันก็ลุ่มหลงใน arts หรือในศิลปะนั้นอย่างมาก ซึ่งชาวนาชาวไร่เขาจะไม่มีปัญหาอะไรเลย, คือว่าไม่ลุ่มหลงอะไรเลย. ดังนั้น เราจะเห็นหรือจะได้ยินข่าวว่า รูปภาพเขียนแบบศิลปะบางแผ่นขาย ๗๐๐,๐๐๐ ปอนด์ จากประเทศฝรั่งเศสไปประเทศอังกฤษ เหล่านี้หมายความว่า คนต้องเป็นทาสของกิเลส หรือของอะไรที่มันจะเป็นเหยื่อของปาฏิหาริย์ที่มันมีอยู่ในภาพแผ่นนั้น, แล้วก็เฉพาะแก่บุคคลคนนั้น หรือพวกนั้น หรือที่มีความคิดนึกศึกษามาอย่างนั้น เอามาขายชาวนา ๕ บาทก็ไม่ซื้อ. นี่คือความที่มันถลำลึกเข้าไปในอะไรบางอย่าง ที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง เพื่อให้ตัวเองตกหล่มชนิดนี้ มันเหมือนกับขุดหลุมหลอกตัวเอง ฝังตัวเอง สิ่งที่ไม่มีปาฏิหาริย์ก็กลายเป็นปาฏิหาริย์ขึ้นมา. นี่ดูโลกในปัจจุบันนี้ มันเป็นอย่างนี้มากขึ้น เพราะว่ายิ่งโง่เท่าไรมันก็ยิ่งตกเป็นเหยื่อของความลำบากมากเท่านั้น, แล้วยิ่งฉลาดมากก็ยิ่งโง่ได้ลึก. ขอให้เปรียบดูด้วยตัวอย่างที่ว่ามานี้ นี้เราก็มัวแต่ก้าวหน้ากันแต่ในทางอย่างนี้ คือฉลาดมากสำหรับจะโง่มาก ก็จะตกเป็นเหยื่อของสิ่งที่เราทำขึ้นเพื่อหลอกตัวเอง.

          ปาฏิหาริย์อย่างนี้ เรียกว่า น่าอันตราย น่ากลัว น่าหวาดเสียว มันไม่ใช่ตัววัตถุล้วน ๆ เป็นปาฏิหาริย์ มันเป็นความโง่ของมนุษย์เอง ที่ฝังอะไรลงไปในวัตถุนั้น ทำให้วัตถุนั้นกลายเป็นมีปาฏิหาริย์ มีค่ามีอะไรขึ้นมา, แล้วก็ทำแก่มนุษย์เหล่านั้นให้ลำบากมาก. ถ้าอย่ามีเรื่องนี้มันก็ไม่มีเรื่องอะไร มันก็ยังอยู่สบาย. หรือว่าอยู่ง่าย ๆ ไปตามประสาธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้เราไปทำเรื่องอย่างนี้ขึ้นมา มากยิ่งขึ้น ๆ ๆ ๆ เราก็ต้องลำบากมากยิ่งขึ้น, แล้วสิ่งนั้นก็ไม่ให้ความสุขอันแท้จริง นอกจากความสุขที่มาจากความโง่ คือเมา, เมาแล้วก็ต้องรู้สึกเป็นสุข, ไม่ว่าอะไรถ้าเกิดเมาขึ้นแล้วต้องรู้สึกเป็นสุข; จะเมาเหล้าหรือเมาอะไรก็สุดแท้ มันจะรู้สึกเป็นสุข, เมากามารมณ์ก็ตามหรือเมาศิลปะ ศิลปิน ที่เขาประดิษฐ์ให้มันลึงลงไป แล้วสร้างความนิยมขึ้นมาได้สำเร็จนี้ ก็เรียกว่าเมา. เดี๋ยวนี้โลกเรากำลังถูกครอบงำด้วยอิทธิพลหรือปาฏิหาริย์ของสิ่งชนิดนี้.

          ทีนี้ย้อนมาดูตามธรรมชาติตามธรรมดาบ้าง ก็จะเห็นว่ามันก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แล้วก็ต่าง ๆ กัน. ยกตัวอย่างเช่นดอกไม้ เราก็ชอบดอกไม้ พอเห็นเข้า มันก็มีปาฏิหาริย์แก่จิตใจของเราเสียแล้ว, นี่ว่าถึงคนทั่ว ๆ ไป คนธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไปเห็นดอกไม้ที่เราชอบ มันก็มีปาฏิหาริย์เหนือจิตใจเราแล้ว แล้วมันยังแตกต่างกันไปตามความหมายของดอกไม้หลาย ๆ ชนิด ที่เราไปให้ความหมายแก่มันโดยไม่รู้สึกตัว, แล้วมันก็พอดีกันด้วยกับที่ธรรมชาติมันสร้างมา เราไปเพิ่มให้อีก ความหมายนั้นก็มีมากแล้วก็แตกต่างกัน.

          เช่นเรา เห็นดอกกุหลาบ เราเป็นคนชอบดอกกุหลาบ มันก็มีปาฏิหาริย์แก่จิตใจของเรา ให้รู้สึกไปทำนองใดทำนองหนึ่ง; แต่พอเราไป เห็นดอกบัว รูปและกลิ่นและสีอะไรของดอกบัว มันทำให้เกิดปาฏิหาริย์แก่จิตใจเราไปในอีกทางหนึ่งก็ได้. เช่น ดอกกุหลาบส่งเสริมความรู้สึกเป็นไปในทางเพศ, แต่ ดอกบัวส่งเสริมความรู้สึกไปในทางไม่เกี่ยวกับเพศ คือจะให้ห่างไกลไปจากเพศ, จนกระทั่งดอกไม้บางชนิดเช่นดอกลำเจียก ดอกลำดวน เหล่านี้ไปดมเข้า มันรู้สึก แปลกกว่า ที่ไปดม ดอกพิกุล หรือ ดอกจำปานี้ บางชนิดทำให้เกิดความรู้สึกไปในทางเพศไม่มากก็น้อย, บางชนิดไม่ทำให้เกิดความรู้สึกทำนองนั้น. นี้แปลว่าสิ่งเหล่านี้ที่แวดล้อมเราอยู่มันก็มีปาฏิหาริย์ แต่เป็นเรื่องละเอียด แล้วเราก็ถูกครอบงำ. ทีนี้ที่ตรงกันข้าม มีปาฏิหาริย์ที่ทำให้เราทนอยู่ไม่ได้ กระสับกระส่าย, คือที่มันเหม็น ที่มันมีกลิ่นเหม็น มีรูปร่างน่าเกลียด ที่มันมีกลิ่นหอมมันก็ทำให้เกิดความรู้สึกไปอีกทางหนึ่ง, แล้วก็ยังเปลี่ยนแปลงไปตามความรู้สึกของคนเรา ที่โง่มากโง่น้อย ยึดถือมากยึดถือน้อย ตีความหมายเก่ง หรือตีความหมายไม่เก่ง.

 

อิทธิพลของสิ่งต่าง ๆ ทำให้เกิดอภิชฌาหรือโทมนัส.

          ตั้งแต่เกิดมาจนบัดนี้ เรามันถลำลงไป ในทางที่จะเป็นทาสของสิ่งที่มีปาฏิหาริย์เหล่านี้; เพราะฉะนั้นเราจึงติด ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ตามมากตามน้อย ตามแต่บุคคล ไม่เหมือนกันทุกคน. บางคนมีจิตใจกระด้าง จนดอกไม้ที่สวย ที่หอม ที่อะไร ก็ไม่ทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวอะไรได้, หรือว่าเขามีความโง่มาก ถึงขนาดที่ไม่รู้ความหมายของมัน, ก็ไม่มีอิทธิพลต่อใจของเขา. เรานี้มันไปโง่ชนิดที่จะให้สิ่งเหล่านั้นมันมามีอิทธิพลเหนือจิตใจของเรา มันก็เลยมีความหมาย ที่จะทำให้เกิดความยินดียินร้าย. ภาษาธรรมะ เขามีอยู่ ๒ คำเท่านั้นแหละ ยินดีกับยินร้าย คือ ชอบกับไม่ชอบ, ภาษาบาลี เขาว่าอภิชฌา คำหนึ่ง คือว่าชอบ, แล้ว โทมนัส อีกคำหนึ่ง คือ ไม่ชอบ. ภาษาธรรมะ โดยตรง ๒ คำนี้ มีความหมายอย่างนี้ โทมนัส คือ ไม่ชอบ อภิชฌา คือ ชอบ.

          สิ่งต่าง ๆ มันมีอิทธิพล แก่จิตใจของเรา ๒ อย่าง คือให้ ชอบ หรือให้ไม่ชอบ, ถ้ามันเป็นแรง มันเป็นถึงขนาดเป็นปาฏิหาริย์ คือให้เรา ไม่ชอบขนาดหนักหรือว่า ชอบขนาดหนัก. ส่วนที่ชอบก็ยังชอบต่าง ๆ กันโดยความหมายอย่างนี้อย่างนั้นอย่างโน้น แต่รวมแล้วก็เรียกว่าชอบ; ส่วนที่ไม่ชอบก็มีความหมายต่าง ๆ หลายอย่างรวมกันแล้วก็เรียกว่าไม่ชอบ, พอจิตใจของเราไหวไปในทาง ๒ ทางนี้ แล้วก็เรียกว่า เราพ่ายแพ้แก่สิ่งนั้น, แล้วเราจะพ่ายแพ้มากขึ้น ในเมื่อเรามีความยึดมั่นมากขึ้น หลงใหลมากขึ้น เพราะมีความยึดมั่นในค่าของสิ่งเหล่านั้น, เป็นความต้องการอย่างนั้น อย่างนี้. ของสวยของงามเหล่านี้ ไม่มีค่าสำหรับคนที่ไม่รู้จักสวยไม่รู้จักงาม, เขาก็รอดตัวไปอย่างหนึ่งเหมือนกัน, แต่เราก็ประณามเขาว่าป่าเถื่อน. ทีนี้ สัตว์เดียรฉานก็ยิ่งแล้วเลย จะไม่รู้จักค่าของดอกกุหลาบหรือดอกบัว หรือดอกจำปีจำปา หรือดอกอุตพิด เหมือนกับมนุษย์รู้ มันก็เลยไม่มีปัญหา มันก็รอดตัวไป.

          เดี๋ยวนี้มนุษย์เรามีปัญหามากขึ้น เท่าที่เรามันฉลาดคิดให้มันมากขึ้นละเอียดมากขึ้น, ให้ความหมายเก่งขึ้น กระทั่งให้ความหมาย เส้นขีด ๆ ยุ่ง ๆ เป็นภาพที่ดีที่มีราคาแล้วยืนดูกันเป็นวัน ๆ เป็นต้น. นั้นก็เรียกว่าถูกสิ่งนั้นซึ่งมีปาฏิหาริย์ ใช้ปาฏิหาริย์เข้าแล้ว, หรือว่าโดยบุคคลคนใดคนหนึ่ง เขาใช้ปาฏิหาริย์ทางสิ่งที่ประดิษฐ์นั้นขึ้นมา. นี้มันคล้าย ๆ กับว่าดอกบัวมีปาฏิหาริย์แก่จิตใจของเรา, ดอกกุหลาบมีปาฏิหาริย์แก่จิตใจของเรา, ดอกไม้ที่เหม็นก็มีปาฏิหาริย์แก่จิตใจของเรา ทำนองเดียวกันนี้ โดยเราสร้างความหมายหรือค่าของมันขึ้นมา.

          นี้เป็นเรื่องทางธรรมะ หรือหลักเกณฑ์ทางธรรมะ, เราไปให้ค่าแก่มัน แล้วเราอยากได้ในสิ่งที่มันมีค่า. คำพูดหรือหลักเกณฑ์อันนี้ก็คล้าย ๆ กับเรื่องวิชาเศรษฐกิจ สิ่งที่มันมีค่าขึ้นมาก็เพราะมันตรงกับความอยากของคน, ความต้องการของคน มันจึงมีค่าขึ้นมา. พอมันมีค่าขึ้นมามันก็มีปาฏิหาริย์แก่จิตใจของมนุษย์. แต่นั้นมันเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องเงิน เรื่องของ เรื่องสังคม เป็นเรื่องโลก ๆ.

          ทีนี้เรื่องทางธรรมก็เหมือนกัน พอจิตใจมันไปหลงทำให้เกิดค่าขึ้นมา แม้ไม่เป็นเรื่องจริงมันก็มีค่าขึ้นมา; ถ้าลงมีความหลงมีความต้องการแล้วมันก็มีค่า; ฉะนั้น ก็เลยเป็นเรื่องที่จะให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าตัณหา คือความต้องการด้วยอำนาจของความโง่ แล้วก็มีอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น แล้วก็มีความทุกข์ อย่างที่ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้. นี้ก็เรียกว่า ปาฏิหาริย์ของอารมณ์ ที่จะเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย กระทั่งทางจิตใจ; แต่ส่วนใหญ่ก็มีอยู่ข้างนอกนี้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้ เป็นที่อันตรายมาก ฉะนั้นสิ่งเหล่านั้นมันมีปาฏิหาริย์เหนือมนุษย์, แต่เป็นไปในทางที่จะให้มีความทุกข์.

 

พระธรรมเป็นปาฏิหาริย์อย่างยิ่งอยู่ในตัวเอง.

          ทีนี้ก็มีสิ่งหนึ่ง ส่วนหนึ่ง ประเภทหนึ่ง ที่ตรงกันข้าม คือ พระธรรม หรือธรรมะ หรือความจริง, มีปาฏิหาริย์อยู่ในตัวเอง ที่จะดึงคนออกมาเสียจากความหลงใหลในสิ่งที่เป็นทุกข์. ดังนั้นเราจึงต้องหันหน้าไปหาธรรมะคือหาความจริง ซึ่งก็มีปาฏิหาริย์อย่างยิ่งอยู่ในตัวมันเอง พอที่จะดึงเราหลุดออกมาได้ จากความผูกพันของสิ่งที่มีปาฏิหาริย์มายา หลอกลวง ที่จะดึงไปหาความทุกข์. ฉะนั้นเราจึงต้องมีการฝักใฝ่ข้างฝ่ายธรรมะหรือความจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านแนะวิธีไว้ให้ ว่าจะเข้าถึงได้อย่างไร จะมีได้อย่างไร.

          ทีนี้ ก็มาถึงคำพูดที่ได้ยินได้ฟังบ่อย ๆ ว่า ธรรมะนั่นแหละคือพระพุทธเจ้า ไม่ใช่บุคคลที่พูดได้ เดินได้ ยืนได้เป็นพระพุทธเจ้า แต่ว่า ธรรมะที่ทำความดับทุกข์ได้เป็นพระพุทธเจ้า, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ที่ไม่เห็นธรรมไม่มีทางจะเห็นเรา แม้ว่าจะเกาะขาเกาะแขนเราอยู่. ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า ธรรมนี้คืออะไร ก็เป็นเรื่องที่จะต้องศึกษากันต่อไป.

          พอมาถึงตรงนี้ ก็อยากจะนำเอา พระพุทธภาษิต ที่สำคัญอยู่ข้อหนึ่ง คือตรัสว่ามีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง; ให้มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง. พูดสองที ใช้คำว่า ตนทีหนึ่ง ใช้คำว่า ธรรมทีหนึ่ง; ที่เราได้ยินแต่ว่า มีตนเป็นที่พึ่ง แก่ตนนั้นมันครึ่งเดียวนะ, พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสครึ่งเดียวอย่างนั้น แต่เรามักจะได้ยินกันเพียงครึ่งเดียว ในบาลีที่มีหลักฐานจะเต็มบริบูรณ์ว่า มีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นที่พึ่ง คือมีธรรมเป็นที่พึ่ง.

 

ศึกษาให้เข้าใจคำตรัสว่า “ตนเป็นที่พึ่ง”.

          ทีนี้ตนนี้มันมีสองตน คือว่า ตนมายา, ตนที่กิเลสโดยเข้าใจว่าตน นั้นตนหนึ่ง, ทีนี้ตนที่พระพุทธเจ้าเอามาใช้แทนคำว่าธรรม ให้เป็นคำเดียวกับคำว่า ธรรม. มีตนเป็นที่พึ่ง ก็คือมีธรรมเป็นที่พึ่ง, มีธรรมเป็นที่พึ่งก็คือมีตนเป็นที่พึ่ง ตนอย่างนี้หมายถึงธรรม. พูดให้มันง่าย ๆ จำง่าย ๆ คือว่า ถ้าเราอยากจะมีตน มีตัวมีตน กันบ้างแล้วก็ ขอใหถือเอาธรรมเป็นตัวตน, อย่าเอาร่างกายและจิตใจนี้ว่าเป็นตัวตน คือให้มีธรรมเป็นที่พึ่งเท่ากับมีตนเป็นที่พึ่ง, มีตนเป็นที่พึ่งเท่ากับมีธรรมเป็นที่พึ่ง, มันเนื่องกันมันแยกออกจากกันไม่ได้ คือต้องทำตนให้ถึงธรรม ให้ธรรมเข้ามาเป็นตน, จะพูดอันไหนก่อนก็ได้ จะต้องทำตนนี้ให้มันเป็นธรรม ให้ทำธรรมนั่นแหละให้เป็นตน, แล้วตนนั้นก็จะเป็นที่พึ่ง แล้วธรรมนั่นแหละจะเป็นที่พึ่ง.

          ทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตนอย่างไร; นี้เรื่องของชาวบ้าน ก็จะต้องพูดไปทำนองว่า เราต้องช่วยตัวเอง, ต้องทำงานเอง, ต้องหาเงินเอง, ต้องอะไรเอง, นั่นภาษาชาวบ้านก็จะเป็นอย่างนั้น, ที่ว่า ทำตนให้เป็นที่พึ่งนั้น. แต่ในภาษาธรรม หรือเป็นเรื่องในทางธรรม ทำตนให้เป็นที่พึ่งนั้นคือการทำตนให้เห็นธรรม; ระบุชัดลงไปเลยว่าให้พยายามปฏิบัติ จนเห็นตามที่เป็นจริงว่า ความยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์ ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานนั้นเป็นตัวทุกข์, แล้วความไม่ยึดมั่นก็เป็นตัวไม่ทุกข์. นี่พอเห็นอันนี้เท่านั้นแหละ เห็นความจริงอันนี้เท่านั้น ตนจะเป็นที่พึ่งแก่ตน, คือธรรมะจะเป็นที่พึ่งแก่ตน เพราะว่าธรรมะหรือความจริงที่เห็นนี้มันมีปาฏิหาริย์อยู่ในตัวมันเอง ที่จะครอบงำจิตใจ, คือว่าธรรมะหรือความจริงนี้ มันมีอำนาจอย่างสูงสุดที่จะครอบงำจิตใจ เปลี่ยนแปลงจิตใจให้เป็นไปในทางที่ตรงกันข้าม ก็เลยไม่มีความทุกข์, เพราะไม่มีความทุกข์นี้จึงเรียกว่า ตนเป็นที่พึ่งแก่ตนให้เสร็จแล้ว หรือว่ามีธรรมเป็นที่พึ่ง แก่ตนได้เสร็จแล้ว.

          ดังนั้นเรารู้จักสิ่งที่เรียกว่า ธรรม หรือธรรมะนี้ ว่ามีอยู่อย่างไรในกรณีเช่นนี้ เรียกเอานั้นเป็นตน ที่จะเป็นที่พึ่งแก่ตนได้, มองในแง่นิดหนึ่งก็มองได้เหมือนกันว่า ต้องใช้ตนทำเอง คนอื่นทำแทนไม่ได้, นี้ก็ถูกแล้ว. นี้ก็รวมอยู่ในความหมายของคำว่า ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน.

 

ปาฏิหาริย์ของธรรมะเปลี่ยนแปลงได้.

          แต่ทีนี้มัน มีปัญหาเหลืออยู่ว่าทำอะไรทำอย่างไรนี้ ที่จะทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตน ต้องทำตนให้ถึงธรรม, ให้ธรรมะลงมาเป็นตน, คนก็กลายเป็นธรรม ธรรมก็กลายเป็นคน เป็นสิ่งเดียวกันไปอย่างนี้, ก็เป็นอันว่าหมดปัญหา คือไม่มีความทุกข์เหลืออยู่, อย่างนี้เราเรียกว่าโดยอำนาจของธรรม ด้วยอิทธิพลของธรรม หรือว่าใช้คำสุดท้ายคือ ปาฏิหาริย์ของธรรม; หมายความว่าธรรมนำเอาจิตใจของเราไปเสียอย่างเป็นปาฏิหาริย์ คือเอาไปหมด, เอาไปทำให้เปลี่ยนแปลงอย่างที่ตรงกันข้าม; นี้เรียกว่าความจริงมีปาฏิหาริย์อยู่ในตัวมันเอง. พอเข้าถึงความจริงนั้นเท่านั้น มันจะทำหน้าที่ของมันเอง, จะมีปาฏิหาริย์เหนือเรา เปลี่ยนเราให้ละความไม่จริงไปสู่ความจริง, ไปถือหลักที่เป็นความจริงหรือกลายเป็นความจริง เป็นตัวความจริงไปเสียเลย. จิตใจของคนเราเปลี่ยนแปลงได้ถึงอย่างนี้. นี้โดยอำนาจโดยปาฏิหาริย์ของสิ่งที่เรียกว่าธรรม หรือ พระธรรม, หรือพระธรรมเจ้า หรือจะไปพลอยยืมคำว่าพระเจ้ามาใช้ก็ได้ ถ้าใครอยากจะมีพระเจ้า ก็จงมีสิ่งอย่างนี้เป็นพระเจ้า, พระเจ้าก็จะช่วยให้หมดความทุกข์หมดปัญหา. พระเจ้าอย่างบุคคลนั้นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แม้จะเป็นเทวดาหรือเป็นอะไรก็อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่อย่างเดียวกัน. สิ่งที่จะช่วยทำหน้าที่พระเจ้าให้ได้จริง ๆ ก็คือความจริงหรือพระธรรม ซึ่งมีปาฏิหาริย์มากถึงที่สุด.

          เรื่องที่เราพูดค้างไว้ในตอนนี้ ก็คือเรื่องที่ว่า เป็นลูกของพระพุทธเจ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ มันก็มีเครื่องวัดที่ตรงนี้, เข้าถึงความจริงได้มากเท่าไร, เข้าถึงธรรมะได้มากเท่าไร ก็เป็นลูกของพระพุทธเจ้าได้มากเท่านั้น. เป็นลูกของพระพุทธเจ้า คือเป็นลูกของพระธรรม, เป็นลูกของพระธรรม คือเป็นตัวธรรมเสียเอง มากไปเท่านั้น. ให้ตัวธรรมะตัวพระธรรมนี้พาไป คือชนะจิตใจของเรา. นี้เรายินดี เราสมัคร หรือเราต้องการ, บางทีเราก็อธิษฐานว่าขอให้เป็นอย่างนั้น; แต่ถ้าอำนาจของสิ่งอื่น คือเป็นปาฏิหาริย์ของกิเลส เป็นปาฏิหาริย์ของสิ่งอันเป็นที่ตั้งแก่กิเลส จนกระทั่งเป็นปาฏิหาริย์ของความหลอกลวง นี้เราไม่ต้องการ, เราเกลียด เราขยะแขยง, อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า ท่านขยะแขยงในปาฏิหาริย์เหล่านั้น ซึ่งมันเต็มไปด้วยความหลอกลวง แล้วมันก็พาไปหาสิ่งที่ไม่ดับทุกข์ได้. เพราะฉะนั้นเราจึงแยกปาฏิหาริย์ออกเป็นสองประเภท : ปาฏิหาริย์ที่จะพาเราไปต้มไปแกงไปทำให้เสียหาย, และปาฏิหาริย์ที่จะทำให้เราเป็นอิสระหรือหลุดพ้นจากความทุกข์ ดับทุกข์ได้ เป็นนิพพาน. ปาฏิหาริย์ของอารมณ์ของกิเลสก็พาไปหาความทุกข์, ปาฏิหาริย์ของพระธรรมก็จะพาไปหาความดับทุกข์. เรายอมรับว่าเป็นปาฏิหาริย์ด้วยกัน มีฤทธิ์ร้ายกาจด้วยกัน ถ้ามันไม่มีฤทธิ์ร้ายกาจ มันไม่ทำแก่เราได้ถึงอย่างนี้, ใช้สำนวนที่ว่ากำปั้นทุบดินนี้.

          เดี๋ยวนี้เราเกิดมาต้องลำบาก ต้องหาทางต่อสู้ กระทั่งมาบวช, กระทั่งต้องเป็นไปตามกรรม, ตามอะไรอีกมากมายนั้นมันปาฏิหาริย์ของฝ่ายตรงกันข้าม. ทีนี้ ลำพังคนแท้ ๆ นี้สู้ไม่ได้ต้องไปหาพระธรรมมาเป็นที่พึ่ง, พึ่งพระธรรม มีธรรมะเป็นที่พึ่ง แล้วก็สู้กับมันได้; เพราะว่าพระธรรมนั้นแหละมีปาฏิหาริย์ที่จะสู้กับสิ่งเหล่านี้ได้. นี่เรื่องที่จะต้องเข้าใจกันให้ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไป เกี่ยวกับจิตใจที่จะเป็นทุกข์ หรือที่จะค่อย ๆ ถอยออกมาเสียจากความทุกข์ มาสู่ความเป็นอิสระจากความทุกข์. ทีนี้มาเป็นลูกของพระพุทธเจ้า ก็คือเพื่ออย่างนี้; ฉะนั้นจึงต้องทำหน้าที่ของตน ด้วยการเข้าถึงธรรมยิ่งขึ้นไปตามลำดับ ๆ ๆ. ดังนั้นเราอย่าทำเล่น เราอย่ามัวทำเล่น เราอย่ามัวประมาทเวลานี้ควรถือว่ามีน้อย, อย่างบวช ๓ เดือนเวลาก็ยิ่งมีน้อย–ยิ่งมีน้อย, คือเขาพูดไว้ในทำนองว่า ต่อให้ตลอดชีวิตก็เรียกว่ายังเป็นเวลาที่น้อยอยู่. ดังนั้น อย่าได้ประมาทเลย รีบทำให้มันเข้าถึงธรรม ให้เป็นธรรม, เป็นตัวธรรมไปเสียเลย โดยรีบด่วน. ทุกคนจะบวชหรือจะไม่บวชก็ต้องทำหน้าที่อันนี้. นี้บวชก็คือจะเป็นโอกาสที่จะทำให้เร็วขึ้น สะดวกขึ้นและเร็วขึ้น, เรารีบถือเอาโอกาสนี้ ทำให้ได้มาก อย่าไปเหลวไหลโลเลเหลาะแหละ เหมือนอย่างที่พูดกันแล้ววันก่อน ๆ นั้น ไม่ต้องพูดอีก.

          เมื่อไม่โลเลเหลาะแหละแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ให้มันไปเร็วเข้าในการที่จะถึงธรรม ให้ธรรมะช่วยได้อย่างมีปาฏิหาริย์ทีเดียว? คำแนะนำต่าง ๆ ที่ได้พูดมาแล้ววันก่อน ๆ นั้นแหละประมวลกันเข้า ในที่สุดก็ได้ความว่า ให้มีความเป็นอยู่อย่างถูกต้อง ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนท่านแนะไว้ ให้เป็นอยู่อย่างถูกต้อง โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์.

ขึ้นด้านบน

ยาเสพติดทางวิญญาณ

 

วามมีศิลปก้าวหน้า, เดี๋ยวนี้ศิลปะก้าวหน้า จนเข้ารกเข้าพงไปเลย จนเราดูไม่ออก; ก็ยอมรับว่าศิลปะ. แต่-พอดูว่าศิลปะทำให้คนมีศีลธรรมอย่างไรบ้าง ? มันก็ไม่มี. ศิลปะเป็นยาเสพติดทางวิญญาณไปเสียอีก. สิ่งที่เรียกว่าศิลปะสูงสุดของมนุษย์ในโลกนี้ ราคาไม่รู้ว่ากี่ล้าน, จะเอาไปอวดกันสักที ก็ต้องรับประกันเป็นล้าน ๆ สำหรับวัตถุศิลปะนั้น; แล้วก้าวหน้ามากในทางศิลปะ; แต่แล้วก็ไม่เคยมีเพื่อสันติภาพ กลับมีให้คนโง่, โง่ผิดศีลธรรมทางวิญญาณ.

ขึ้นด้านบน

เครื่องมือล่าเมืองขึ้น

 

อให้จำปีศาจตัวร้ายกาจที่สุดของมนุษย์เอาไว้ ก็คือความเห็นแก่ตัว. อยากจะตั้งต้นมาตั้งแต่ว่า เมื่อเทคโนโลยี่ หรืออุตสาหกรรมได้ทำให้เรามีเงิน มีของ มีทรัพย์สมบัติมากจนเหลือใช้เหลือสอย; เพราะวิชาความรู้ที่สามารถเพิ่มการผลิตที่มีอำนาจมหาศาลนี้ มันทำให้เรามีเงินมีของเหลือใช้; เมื่อมีเงินเหลือมากขึ้น มันก็ชวน หรือมีช่องที่จะให้ทำบาปมากขึ้น.

          คุณจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ที่ผมกำลังพูดว่า เมื่อมีเงินเหลือใช้มากมันมีช่องและชวนให้ทำบาปมากขึ้น : มันยั่วให้ทำบาปมาก ๆ และช่องที่จะให้ ทำบาปใหญ่โต มันก็มีมาก เพราะมีเงินมาก. มันแสดงอยู่ในตัวในการที่หาเงินมาจนเกินความจำเป็นนั้น มันเป็นเรื่องความไม่เป็นธรรม, เป็นความโลภเป็นอะไรไปอยู่ในตัวแล้ว ; มันมีรากฐานมาจากสิ่งนั้นแล้ว. แล้วพอมีมากเข้า ความคิดก็ไหลไปในทางที่จะทำบาปมาก แทนที่จะทำความเป็นธรรม หรือทำบุญ. เพราะว่ายิ่งมีเงินเหลือใช้มาก ก็ยิ่งชวนให้ขยายความเห็นแก่ตัวออกไปให้มาก. ความเห็นแก่ตัวที่เรามีอยู่เท่าไรแต่เดิมนั้น มันก็ทำให้หามาได้เท่านั้นเท่านี้; พอมันได้มามาก มันก็ชวน หรือยุให้ขยายความเห็นแก่ตัวนั้นให้กว้างออกไป ให้ลึกซึ้งออกไป.

          จะมองเห็นได้ง่าย ๆ : หาเงินมาด้วยความเห็นแก่ตัว พอได้เงินมามากยิ่งเหลือใช้เท่าไร ยิ่งขยายความเห็นแก่ตัวมากออกไปเท่านั้น. ทีนี้ยิ่งขยายความเห็นแก่ตัวมากออกไปเท่าไร ก็ยิ่งมีการแข่งขัน แย่งชิง อิจฉาริษยามากเท่านั้น. จะเห็นอยู่ได้ชัดในโลกนี้ ยิ่งมีการแข่งขัน แย่งชิงอิจฉาริษยากันมากขึ้น เท่าที่ความเห็นแก่ตัวมันมากขึ้น; เพราะความฉลาดในการทำตามความเห็นแก่ตัว. ยิ่งมีการแข่งขัน แย่งชิง อิจฉาริษยามากเท่าไร ก็ยิ่งมองข้ามคุณค่าแห่งชีวิตของผู้อื่น หรือของสัตว์อื่นมากขึ้นเท่านั้น.

          ความแข่งขัน หรือความริษยามันมีอำนาจปกคลุมจิตใจให้มืดมน มันจึงมองข้ามชีวิตสัตว์อื่น ชีวิตของผู้อื่น โดยความไม่เป็นชีวิต. ก่อนนี้เราเคารพในชีวิต หรือสิทธิในชีวิตร่างกายของผู้อื่นมาก ในอารยธรรมแผนโบราณมีความสว่างไสวทางวิญญาณ. พอมาถึงอารยธรรม เทคโนโลยี่ อุตสาหกรรมนี้ เมฆความเห็นแก่ตัวมันครอบคลุมโลก เพราะฉะนั้นก็มองเห็นชีวิตอื่น สัตว์อื่นเป็นของไม่มีความหมาย; ในที่สุดก็นำไปสู่ลัทธิอาณานิคม ล่าเมืองขึ้นไปทั่วโลก. ลัทธินี้ หรือสิ่งนี้ ไม่เคยมีในสมัยที่มนุษย์รุ่งเรืองอยู่ด้วยแสงสว่างทางวิญญาณ; หรือว่าในซีกโลกของมนุษย์ที่รุ่งเรืองด้วยแสงสว่างทางวิญญาณมาแต่ก่อน มันไม่มีลัทธิอาณานิคม ล่าเมืองขึ้น; มันมีก็แต่ในซีกในส่วนที่หมุนไปหาอารยธรรมทางวัตถุดังที่ว่ามาแล้ว.

          พอมีเงินมีสมบัติมีอำนาจวาสนาเหลือใช้ มันก็ขยายความเห็นแก่ตัวออกไป เป็นลัทธิอาณานิคม ล่าเมืองขึ้น นี้ความมีจิตทรามถึงสุดขีด ในการที่จะเบียดเบียนซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง. ลัทธิล่าเมืองขึ้นนี้ คุณก็เข้าใจดีอยู่แล้ว : อาศัยเครื่องมือไม่ใช่เพียงแต่อาวุธ มันอาศัยเครื่องมือใต้ดิน เช่นวัฒนธรรม เช่นศาสนา เช่นศิลปอะไร ปรัชญาต่าง ๆ อะไรเหล่านี้ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการล่าเมืองขึ้นทั้งนั้น. การล่าเมืองขึ้นในทางวัฒนธรรม คือใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องปราบปรามผู้อื่น หรือดึงเอามาเป็นเมืองขึ้นของตัว; นี่ร้ายกว่าการล่าเมืองขึ้นโดยทางที่ใช้กำลังอาวุธไปอีก. เพียงแต่การล่าเมืองขึ้นโดยการใช้กำลังอาวุธ เราก็ทนกันไม่ใคร่จะไหวอยู่แล้ว. ในประวัติศาสตร์ไทยก็เคยเจ็บปวดชอกช้ำ แสนสาหัสมาแล้ว ในเรื่องการล่าเมืองขึ้นโดยใช้อำนาจอาวุธนี้; แต่มันยังไม่ร้ายเท่ากับการเป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรม โดยทางจิตใจ, คือที่เขาเอาลัทธิหรืออะไร มาใส่ให้ในจิตใจของเรา; แล้วก็บูชาลัทธิของเขา : ยอมตามเขา อย่างนี้ เป็นการล่าเมืองขึ้นในทางจิตใจ.

ขึ้นด้านบน

ศิลปะกับศีลธรรม

ศิ  

ลปทั้งหลายนี้เจริญ เพื่อศีลธรรมหรือเปล่า? สังเกตดู เห็นว่า ศิลปที่นิยมกันเดี๋ยวนี้ ไม่เป็นไปเพื่อศีลธรรม; เป็นไปเพื่อให้ไม่เข้าใจศีลธรรม, ไม่เข้าใจแม้แต่ศิลปนั้นเองว่า ศิลปนี้เขามีไว้ดึงคนเข้าไปหาศีลธรรมโดยไม่รู้สึกตัว; อย่างนี้จึงเรียกว่า เป็นศิลปสำหรับมนุษย์. เดี๋ยวนี้เขามีศิลปดึงคนไปหาโมหะ ไปหาความไม่รู้ว่าอะไร หรือความเพ้อเจ้อไปทางไหน ก็ไม่มีใครรู้; จะใช้คำว่า ความงาม ความสวย ความอะไรต่าง ๆ มันก็ยิ่งขึ้นไป ในทางที่จะเป็นโมหะ ไม่เกิดศีลธรรม ไม่ส่งเสริมศีลธรรม. ดนตรีก็ตาม เพลงก็ตาม วิจิตรกรรม กิจกรรมต่าง ๆ ก็ดีนี้ ถ้ามันไม่ส่งเสริมศีลธรรม แล้วก็ถือว่ามันเป็นเรื่องที่ทำลายมนุษย์โดยอ้อม.

ขึ้นด้านบน

ศิลปะกับสันติภาพ ๑๐

ที  

นี้เราลองหันไปพิจารณากันดูทางด้านอื่น ๆ ที่มนุษย์กำลังสนใจกันนัก และนิยมกันว่าเป็นของสูงชั้นอุดมคติ เช่น ศิลปะ ว่าจะเป็นเครื่องช่วยให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลกนี้ได้อย่างไรบ้าง. ศิลปะซึ่งหมายถึงประณีตศิลป์ (fine art) นั้น มนุษย์นิยมกันว่าเป็นเครื่องช่วยปลอบประโลมใจให้เยือกเย็น ดับความร้อนซึ่งระอุขึ้นมาในบางครั้ง; เพราะอำนาจความจับใจของศิลปะได้หน่วงเหนี่ยวเอาจิตใจที่กำลังเดือดอยู่ด้วยอารมณ์หนึ่ง ให้หันมาสนใจในอารมณ์ใหม่ กล่าวคือศิลปะนั้นเองเสีย, หรือมิฉะนั้นก็เป็นการ-ยึดเหนี่ยวเอาจิตใจของเขาไว้เสียแต่ทีแรก ให้จดจ่ออยู่แต่ในความงามอันนี้ จนไม่มีโอกาสไปจับอารมณ์ร้ายนั้นได้, ทั้งเป็นเครื่องประคับประคองใจ ชะลอพาไปแต่ในด้านของความงามและความอ่อนโยนอย่างเดียว.

          แต่เมื่อพิจารณาดูโดยลึกซึ้ง กลับปรากฏเป็นว่า ศิลปะนั้นดึงดูดเอาใจของผู้ถูกดึง มายังความไม่รู้จักอิ่มจักพอ และความไม่รู้จักโลก รวมทั้งตัวเองนั้นอีกเหมือนกัน; เพราะว่าผู้สร้างศิลปะนั้น ก็ได้สร้างมันขึ้นจากอารมณ์แห่งความไม่รู้จักอิ่มจักพอ, และความไม่รู้จักตัวเองของเขาเอง ซึ่งเลื่อนลอยไปในความคิดฝัน ตามอำนาจของความอยากที่กล่าวมาแล้ว. ฉะนั้น ประณีตศิลป ทุกประเภท จึงไม่สามารถส่งให้เกิดสันติภาพขึ้นได้ ทั้งเพื่อตนเองโดยเฉพาะ และเพื่อมนุษย์ทั้งโลก คงทำได้แต่เพียงเพื่อให้ผู้นั้นสยบนิ่งอยู่ในความมัวเมาเคลิบเคลิ้ม เท่าที่ใจของตนได้ตกเข้าไปเป็นทาสแห่งศิลปะอันนั้นมากน้อยสักเพียงไรเท่านั้น.

          ความมึนชาหรือถึงกับสลบไสลไปด้วยอำนาจความเป็นของเสพติดแห่งศิลปะนั้น ตามแนวทางแห่งพุทธธรรม เราจึงถือว่า เป็นความสงบ หรือสันติภาพไม่ได้เลย. แม้ว่ามนุษย์ทุกคนในโลก จะได้พากันสลบไสลเพราะอำนาจการสะกดของศิลป ก็ยังคงสามารถลุกขึ้นมาทำการยื้อแย่งศิลป อันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่รู้จักอิ่มจักพอ ทั้งที่ยังสลบไสลไม่สร่างอยู่นั่นเอง, แล้วการกระทบกระทั่งก็มีขึ้น. ศิลปะบางประเภท เสียอีก กลับช่วยยืดอายุความหลงใหลไม่รู้จักตัวเองของมนุษย์ ให้ยืนยาวออกไปอีกจนไม่มีเวลาสิ้นสุดไม่สร่าง จากความเป็นศิลปะใหม่ ๆ อันสร้างทยอยกันขึ้นมา.

          ศิลปะที่ถือกันว่าดีที่สุด ก็คือดึงดูดใจผู้เห็นได้มากที่สุดแล้วศิลปะนั้นก็ยิ่งไม่สามารถจะหยุดยั้งการรุกรานผู้อื่น การเอาเปรียบผู้อื่นได้ ทำนองเดียวกับการเศรษฐกิจนั้นเหมือนกัน. ฉะนั้นศิลปะทั้งหลาย จึงไม่เคยเป็นบ่อเกิดของสันติภาพในโลก คงเป็นเพียงเครื่องประดับโลก เช่นเดียวกับสิ่งประดับโลกอื่น ๆ, เช่นอารยธรรมหรือวัฒนธรรมเป็นต้น อันให้ความเย็นอกเย็นใจได้บ้างในบางครั้งก็เป็นไปในเวลาอันจำกัดเท่านั้น.

ขึ้นด้านบน

ศิลปะกับสันติภาพ ๑๑

ที  

นี้ดูทางศิลปกันบ้าง ก็น่าประหลาดที่สุด เดี๋ยวนี้เรื่องของศิลปะเจริญที่สุด มาอยู่ในหลักสูตรของลูกเด็ก ๆ ป.๓, ป.๔ อยู่แล้ว; ในมหาวิทยาลัยก็มีแผนกศิลปทั้งนั้น นี้ศิลปนี้ก็มีมาก โภชนศิลปให้กินให้ดีที่สุด ให้คิดให้สุดเหวี่ยง ที่ให้มนุษย์มันมีการกินที่ดีที่สุด ก็เรียกว่า โภชนศิลป แล้วก็เรียกเคหศิลป ให้มันมีบ้านเรือนเหมือนกับวิมานที่สุด ให้สวยงามที่สุด. นี้เรียกเอาเองว่า สำอางศิลป เมื่อไม่นานมานี้เป็นเอามาก ๆ ที่ปากแดงเหมือนกับไปกินเลือดใครมา เดี๋ยวนี้ดูน้อย ๆ ลงหน่อย

          นี่สำอางศิลป หลาย ๆ ชนิดนี้มันก็มี กระทั่งมีอนาจารศิลป ศิลปที่ทำสิ่งที่เป็นลามกอนาจารให้กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับรองต้องใจกันนี้ขอเรียกว่าอนาจารศิลป. ศิลปที่สามารถทำสิ่งที่ปู่ย่าตายายประณามไว้ว่า เป็นสิ่งลามกอนาจารนั่น เดี๋ยวนี้คนเขาเอามาทำให้มัน กลายเป็นสิ่งที่คนอื่นบูชาได้ ก็เรียกว่ามีศิลป มีศิลปขนาดเฟ้อ หรือว่ากระทั่งเป็นบ้าไปแล้ว อย่างนี้; มันก็ไม่ทำโลกนี้ให้มีสันติภาพได้โดยอาศัยสิ่งที่เรียกว่าศิลป.

          ตรงนี้ อยากจะแนะให้เห็นในแง่พิเศษ อีกอย่างหนึ่งว่า ศิลปที่เฟ้อขนาดเป็นบ้านี้ มันได้โอกาสมาจากระบบประชาธิปไตย. นี่ประชาธิปไตย ให้ใครทำอะไรได้ตามชอบใจ ไม่มีขอบเขต เป็นเสรีแล้ว ใครจะคิดอะไรก็ได้, ทำอะไรก็ได้, แสดงลามกอนาจาร อย่างไรก็ได้. นี่มันจึงออกมาในรูปนี้ เป็นอนาจารศิลป; เพราะว่าโลกนี้กำลังหลงเสรีประชาธิปไตย ใครทำอะไรก็ได้ โดยมากก็มาจากคนที่กอบโกยเอาส่วนเกินไว้ได้มาก ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็ไปหาความสุขทางเนื้อหนัง ยิ่ง ๆ ขึ้นไป; อนาจารศิลป ก็เกิดขึ้น เพื่อคนเหล่านี้. ฉะนั้นศิลปแขนงไหนก็ตามไปคิดดูให้ดีเถอะ แม้แต่ว่าโรคศิลป แก้โรค รักษาโรคได้ อย่างกับว่าหมอทิพย์ หมอเทวดานี้; มันก็ยังไม่ช่วยให้โลกนี้มีสันติภาพได้ เพราะคนที่สบายแต่ละคน ๆ นั้นมันไปหลงใหลในกิเลส.

ขึ้นด้านบน


๑ —โมกขธรรมประยุกต์, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๗.ค, เรื่อง มายาและสิ่งที่เป็นมายา, หน้า ๑๘๙, บรรยายเมื่อ ๑๓ เมษายน ๒๕๑๘.

๒ —เมื่อธรรมะครองโลก, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๘.ฉ, เรื่อง วิวัฒนาการเพื่อวินาศนาการ, หน้า ๘๔–๘๕, เป็นคำบรรยายประจำวันเสาร์ที่ลานหินโค้ง, เมื่อ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๑๖.

๓ —เมื่อธรรมะครองโลก, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๘.ฉ, เรื่อง โลกกำลังมีแต่การกระทำที่ส่งเสริมราคะ โทสะ โมหะ, หน้า๑๒๗–๑๒๘, คำบรรยายประจำวันเสาร์ ที่ลานหินโค้ง, เมื่อ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๑๖.

๔ —เมื่อธรรมะครองโลก, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๘.ฉ เรื่อง อันตรายจากวัฒนธรรมตะวันตกแห่งยุคปัจจุบัน, หน้า ๑๘๔–๑๘๕ คำบรรยายประจำวันเสาร์, เมื่อ ๔ สิงหาคม ๒๕๑๖.

๕ —ราชภโฏวาท, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๓๙.ง, เรื่อง การเคารพตัวเอง, หน้า ๓๘๓–๓๘๔ บรรยายให้กับพระราชภัฏ, เมื่อ ๘ ตุลาคม ๒๕๑๘.

๖ —นวกานุสาสน์, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๓๙, เรื่อง ธรรมปาฏิหาริย์, หน้า ๑๙๖–๒๐๕ บรรยายให้กับพระนวกะ, เมื่อ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๑๔.

๗ —อริยศีลธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๘.ค, เรื่อง ปัญหาเกี่ยวกับศีลธรรม แห่งยุคปัจจุบัน, หน้า ๑๓๘, คำบรรยายประจำวันเสาร์, ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๑๗.

๘ —ฆราวาสธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๗.ก, เรื่อง ภาวะจิตทรามในอารยธรรมแผนใหม่ (โทสะ โมหะ), หน้า ๓๔๓–๓๔๔, บรรยายเมื่อ ๘ พฤษภาคม ๒๕๑๓.

๙ —เมื่อธรรมะครองโลก, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๘.ฉ, เรื่อง ถ้าจะให้ธรรมะครองโลก ก็ต้องระดมปรับปรุงศีลธรรมกันเป็นการใหญ่, หน้า ๔๐๔, คำบรรยายประจำวันเสาร์, ๑๕ กันยายน ๒๕๑๖.

๑๐ —ชุมนุมปาฐกถาชุดพุทธธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๓๒, เรื่อง พุทธธรรม และ สันติภาพ, หน้า ๑๙๖–๑๙๗, แสดงที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ เมื่อ วันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๘๙.

๑๑ —เมื่อธรรมะครองโลก, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๘.ฉ, เรื่อง ถ้าจะให้ธรรมะครองโลกต้องมีระบบการเมืองแบบธัมมิกสังคมนิยม, หน้า ๔๔๖–๔๔๗, คำบรรยายประจำวันเสาร์, ๒๒ กันยายน ๒๕๑๖.

บทความที่น่าสนใจ > พุทธทาสภิกขุ–สวนโมกขพลาราม
>
สรรนิพนธ์พุทธทาสภิกขุว่าด้วย ศิลปะและสุนทรียภาพทางจิตวิญญาณ
> ภาค ๒ อาทีนวะของศิลปะ > โทษหรือส่วนเสียของศิลปะ


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
Search WWW Search พุทธทาสศึกษา

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.