|
ภาค ๑
อัสสาทะของศิลปะ
ส่วนดี คุณค่า ข้อที่น่าพึงพอใจ เสน่ห์หรือรสอร่อยยั่วยวนของศิลปะ
ศิลปะโดยวิธีใด
ต้องรู้จักใช้ศิลปะให้ถูกต้อง
๑
ารู้จักใช้ศิลปให้ถูกต้อง มันก็ยิ่งได้ผลลึกซึ้ง และสูงไปในทางความงดงาม
น่าดูยิ่งขึ้นไปกว่าธรรมดา. ตามธรรมดาก็เอาเท่าที่จำเป็น เพียงให้ไม่ตายหรือพอจะผาสุก;
แต่ให้ดีกว่านั้นมันก็ต้องมีความงดงาม. ฉะนั้น คำว่า ศิลป นี้ มันก็ยกไว้สำหรับเรื่องที่จะต้องจัดให้มันถูกต้องถึงขนาดที่มีความงดงาม
บวกกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าเป็นประโยชน์.
ขึ้นด้านบน
ใช้ศิลปะให้ถูกวิธี ๒
นี้มาดูกันในสิ่งที่สวยงาม หรือว่าที่นับถือบูชากัน สิ่งเหล่านี้ได้แก่สิ่งที่กำลังเทิดทูนกันอยู่
เช่น ศิลปะ เช่นอารยธรรม วัฒนธรรม หรือปรัชญาในฐานะที่เป็นวัฒนธรรม. ศิลปะนี้มีปัญหามาก
เพราะว่ามันเป็นสิ่งดึงดูด. คำว่า ศิลปะ หมายถึงสิ่งที่มีความงามดึงดูด
เปลี่ยนจิตใจของคนที่ได้พบได้เห็นศิลปะนี้ ที่จริงมันมีประโยชน์ ถ้าใช้ถูกวิธี
มันดึงใจคนไปสู่ผลที่น่าปรารถนา. แต่เดี๋ยวนี้เขาใช้ศิลปะเป็นเรื่องตกเบ็ดคน
ดึงไปสู่ความเป็นลามกอนาจาร หรือว่ามันเป็นตัวลามกอนาจารเสียเอง ไม่ใช่ศิลปะ
แต่เขามาเรียกว่าศิลปะ. ที่จริงศิลปะนี้ อาจใช้เป็นเครื่องมือได้ดีที่สุดที่จะพาคนไปไหนก็ได้
แต่แล้วมันพาไปไม่ถูก มันกลับพาไปหาสิ่งซึ่งเป็นข้าศึกแก่ความสงบ เป็นข้าศึกแก่บรมธรรม;
แล้วถ้าพูดถึงศิลปะทางวิญญาณด้วยแล้ว มันก็ยิ่งวิเศษ. ศิลปะทางวัตถุ ทางภายนอก
ที่มีปรากฏการณ์นี้ ถ้าใช้ให้ถูกวิธี มันก็พาไปสู่บรมธรรมได้เหมือนกัน
พอใช้ผิดวิธี มันก็หันหลังให้กัน กลายเป็นเรื่องเนื้อหนัง เป็นเรื่องลามกอนาจาร.
ทีนี้ ยังมีศิลปอีกประเภทหนึ่ง
คือไม่ใช่วัตถุ มันเป็นศิลปทางความคิด ความนึก ทางสติปัญญา รู้จักใช้สติปัญญา.
ถ้าศิลปะในส่วนวิญญาณอย่างนี้ละก็มันยิ่งวิเศษในการที่จะพาคนไปถึงบรมธรรม
แล้ววิธีการที่จะพาคนไปถึงบรมธรรมได้นั่นแหละ คือยอดของศิลปะ. น่าสงสารพวกฝรั่ง
ที่เขามาแสวงหาศิลปะของพวกพุทธบริษัทที่เรียกว่า Buddhist art แล้วเขาก็แสวงหาพระพุทธรูป
หาไม้แกะสลัก หาหินอะไรไปอย่างนั้น เข้าใจว่าเป็น Buddhist art. ผมว่าแย่แล้วอย่างนี้ไม่เป็นธรรมเลย
ดูถูกพวกเรา. Buddhist art ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่วัตถุอย่างนั้น. Buddhist
art คือวิธีที่แยบคายที่สุด สุขุมที่สุด น่าอัศจรรย์ที่สุด ที่จะเปลี่ยนจิตใจคน
จากความทุกข์เป็นความไม่มีทุกข์ ระบุเฉพาะลงไป เช่น อริยมรรคมีองค์แปด
นั่นแหละคือ Buddhist art ของพระพุทธเจ้า ของพุทธบริษัทตลอดมา.
พระพุทธเจ้าไม่เคยรู้จักพระพุทธรูป หรือศิลปวัตถุใด ๆ จะมาอ้างให้เป็น
Buddhist art อย่างนี้ เขาว่าเอาเอง พระพุทธเจ้าท่านรู้ถึงเรื่องศิลปะแห่งการฆ่าเสียซึ่งกิเลส
ทรมานมนุษย์ที่เป็นอันธพาล ทารุณโหดร้าย ให้กลายเป็นสัตบุรุษ ให้เป็นพระอรหันต์
นี่คือ Buddhist art.
เดี๋ยวนี้ศิลปะของชาวบ้าน
ของคนทั่วไป เป็นวัตถุอย่างเดียว รู้จักเท่านี้ ไม่รู้จักศิลปะที่จริง
ๆ มันน่าสงสาร แล้วต่อมาไม่เท่าไรก็เลยกลายเป็นเครื่องมือของวัตถุนิยม
เป็นเรื่องลามกอนาจารไป. พวกอารยธรรม วัฒนธรรม ก็เหมือนกัน ระวังให้ดี
มันกลายเป็นทาสของวัตถุนิยมยิ่งขึ้นทุกที. ที่เรียกว่าอารยธรรม วัฒนธรรมนี้
ที่พูดถึงกันมาก บูชากันมากนี้ มันกลับตกต่ำลงไป เป็นทาสของวัตถุนิยม หรือเนื้อหนังมากขึ้นทุกที
จนทำให้รกไปด้วยความทุกข์ ไม่ทำให้รกไปด้วยสันติภาพ
ขึ้นด้านบน
ทำอะไรให้เป็นศิลปะ : สนุกกับสิ่งที่ทำ
๓
ยากจะพูดว่า เราอาจจะทำชีวิตแบบหนึ่ง ให้เต็มไปด้วยความสุขสนุกสนาน ไม่มีความทุกข์เลยก็ได้
ถ้าเรารู้จักทำจิตใจ : เรามีธรรมะในพระพุทธศาสนามาทำจิตใจของเรา ให้อยู่ในสภาพที่เฉลียวฉลาดแจ่มแจ้ง
รู้จักสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง, ไม่ยึดถืออะไร เอามาไว้ให้เป็นของหนัก
หรือเป็นความทุกข์. เรื่องที่เขาถือกันว่าเป็นความทุกข์ เราก็เห็นว่ามันเช่นนั้นเอง.
หน้าที่ที่เราจะต้องทำ เราเห็นว่าดีแล้ว ประเสริฐที่สุดแล้ว เราก็พอใจ,
เราจึงทำมาหากินอยู่ด้วยความพอใจ ในการงานที่กระทำ เป็นสุขที่ได้กระทำ
ถ้าเราพอใจ.
อาตมาไปยืนดูเขาทำงานในโคลน,
เขาจับปลากันในโคลน เลอะเทอะสกปรกแล้วเหม็นด้วย รกรุงรังไปด้วยขวากหนาม
แต่เขาก็ทำกันอย่างสนุกสนานเลย เพราะว่าเขาชอบที่จะได้ปลา. เขาก็เพลิดเพลินในการที่ได้มาทีละตัวสองตัว,
มันจะยุ่งยากลำบากสกปรกเน่าเหม็นอย่างไร ก็ทำกันอย่างสนุกสนาน. ชีวิตนี้ก็เหมือนกันแหละ;
ถ้าเรารู้จักจัดรู้จักทำ ทำความเพลิดเพลินให้เกิดขึ้นในการกระทำ มันก็ไม่มีความทุกข์;
ถ้ามันผิดหวังในบางกรณี เอ้า, มันเช่นนั้นเอง, มันเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติ,
จะต้องไปเป็นทุกข์กับมันทำไม; ถ้ามัน เหนื่อยยากลำบาก ก็ยิ่งเห็นว่าเอ้า
มันก็เป็นอย่างนี้เอง เหมือนกัน. ความเป็นอย่างนี้เพ่งแต่ในแง่ดี, เอาผลที่ได้เป็นวัตถุมุ่งหมายอยู่เสมอมันก็สนุก;
ฉะนั้นเราได้มีงานที่สนุก และก็ได้ผลได้ประโยชน์มาหล่อเลี้ยงชีวิต
แต่ว่าคนทั่วไปเขาไม่คิดกันอย่างนี้
เขาว่ามันเหน็ดเหนื่อยลำบากยุ่งยาก, เขาคิดว่าวิธีอื่นมี ที่ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยยุ่งยากลำบาก
เช่นไปขโมย ไปจี้ ไปปล้นเขาก็ยังได้ พักเดียวได้เป็นแสนเป็นล้านก็มี; เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีใครที่จะอดทน
ทำสิ่งที่ยากลำบากในหน้าที่การงาน. อย่างว่าจะแจวเรือจ้าง จะถีบสามล้อ
จะล้างท่อถนน จะกวาดถนน จะอะไรก็ตามเถอะ ไม่มีใครชอบดอก เพราะว่าไม่รู้จักปรับปรุงจิตใจให้มันชอบ.
ต้องศึกษาธรรมะให้เพียงพอ
สามารถปรับปรุงจิตใจให้ชอบ สิ่งที่เป็นหน้าที่การงาน; แม้จะเหน็ดเหนื่อยลำบากเหงื่อไหลไคลย้อย
ก็ปรับปรุงจิตใจให้มันรัก ให้มันชอบ ให้มันพอใจได้ ก็เลยไม่มีความทุกข์ในหน้าที่การงาน.
อุปมาเหมือนกับผีเสื้อ ทำมาหากินด้วยการเที่ยวสูบน้ำหวานในดอกไม้ ทำให้ธรรมชาติสวยงาม,
ไม่มีความทุกข์เลย. มองดูกันแต่ในแง่นี้ ว่ามนุษย์ก็สามารถจะทำได้ ให้ทำการงานสนุกสนานไม่มีความทุกข์เลย;
แต่ต้องรู้จักปรับปรุงจิตใจ, ไม่ใช่มันจะทำได้เองตามธรรมชาติเหมือนผีเสื้อ
ซึ่งมันเป็นได้เองตามธรรมชาติ, เราจะต้องรู้จักปรับปรุงจิตใจให้สนุกสนานในการทำงาน.
คนเขาไม่เชื่อก็ว่า
มันทำไม่ได้ หรือไม่อยากทำ มันต้องปรับปรุงจิตใจกันมากเกินไป; แต่ขอให้สนใจเถิดว่า
ทางนี้มันเป็นทางสำคัญที่จะรอดได้ :
อย่างว่าเราเป็นลูกจ้างซักผ้าล้างจานนี้
ทำไมจะทำให้สนุกไม่ได้ล่ะ. เราอย่าเห็นเป็นความยากลำบากเพราะมันก็ทำได้,
แล้วมันก็ทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องมีตัวตนที่น้อยอกน้อยใจเสียใจในโชควาสนาอะไรทำนองนั้น,
โดยเชื่อลงไปเถอะว่า มันเป็นของดี, มันเป็นของถูกต้อง, จนเรียกว่าเป็นธรรมะอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน.
ถ้าเราเป็นลูกจ้างล้างจาน ถูบ้านกวาดบ้าน หุงข้าว ทำข้าวปลาอาหาร, ทำอะไรก็ให้มันเป็นศิลปะสนุกสนานไปในการงานเหล่านั้น;
แม้แต่จะกวาดบ้านหรือกวาดพื้นบ้านลานบ้านให้เตียนให้สวยงามนี้, ลองไปดูใหม่ซิ
กวาดด้วยความรักศิลปะ มันจะรู้สึกพอใจทุกครั้งที่กวาด, ทุกครั้งที่กวาด
พูดอย่างนั้นเลย, มันจะเป็นสุขทุกครั้งที่กวาดเลย ไม่ใช่ต่อกวาดเสร็จแล้วจึงจะเป็นสุข
เพราะมันสามารถกวาดให้ดีที่สุด ทุกครั้งที่ไม้กวาดมันจะเขี่ยไป. แต่เดี๋ยวนี้คนไม่ได้ทำด้วยจิตใจ,
จิตใจมันอยู่ที่อื่น, แล้วบางทีก็รู้สึกว่างานชนิดนี้งานไพร่ งานขี้ข้า
กูไม่รัก กูไม่พอใจ มันก็ทำไม่ได้ ในการที่จะทำให้มันดี.
ถ้าเราจะ
ถือให้ตรงตามความจริงว่า ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องไพร่ เรื่องขี้ข้า, ถ้ามันเป็นการงาน
มันจะช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตได้เหมือนกัน มันอยู่ที่จิตใจของเรารู้จักคิดนึกหรือไม่ต่างหาก.
ถ้าเราฉลาดพอ ก็สร้างความพอใจขึ้นมาได้ ในการงานทุกชนิด ที่ไม่ใช่เป็นเรื่องบาปเรื่องอกุศล,
เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เขาถือกันว่าเป็นเรื่องที่ต่ำต้อย เรื่องของคนชั้นต่ำ.
ถ้าเราไม่มีปัญญาจะทำให้สูงไปกว่านั้น เราก็ต้องยินดี, เราจะค่อย ๆ มีปัญญาทำงานที่ดีกว่านั้น
ง่ายกว่านั้น สูงกว่านั้น. แต่ก็ต้องสำเร็จทำด้วยความพอใจ สมัครใจ ทั้งหมดทั้งสิ้นอีกเหมือนกัน,
เราก็จะประสบความสำเร็จในการที่ว่า การงานนั่นแหละเป็นสวรรค์ของเรา.
นี่ สรุปความนิดเดียวว่า
ชีวิตนี้มีได้มากแบบ พัฒนาได้มากแบบ, แล้วบางแบบน่าอัศจรรย์ ประเสริฐ และมีปาฏิหาริย์อยู่ในตัวของมัน,
มีปาฏิหาริย์อยู่ในตัวของมัน คือมันให้เกิดความพอใจที่สุดอย่างยิ่งได้ด้วยกันทั้งนั้น
ถ้าเรารู้จักทำจิตใจ. นี่ไม่พูดถึงการงานทุจริตของพวกคนพาล อันธพาลนั้นมันก็เป็นที่พอใจของมันเพราะเขามีจิตใจอย่างนั้น
เขาก็พอใจในสิ่งเหล่านั้น. แต่พวกเราที่เป็นสัตบุรุษ ก็มีความพอใจตามแบบของสัตบุรุษ
ก็มีความพอใจอย่างนี้, ความพอใจอย่างนี้ ได้ผลงานที่ดี ไม่ทำให้เกิดโทษ
ลำบากยุ่งยากในภายหลัง จึงได้เลือกเอา.
ขอให้ยุติกันทีว่า
ชีวิตนี้มันมีมากแบบ เลือกได้ อย่าโง่เกินไป จนเลือกไม่ถูกต้อง, มันต้องเลือกได้มาอย่างหนึ่งเสมอ
ที่เหมาะสมกับสถานะของเรา, จะเป็นคนโง่คนฉลาดมากน้อยเพียงไร อย่าต้องเสียใจ
เพราะว่ามันอับโชค ไม่มีวาสนา, ถ้าพอใจให้ความสุขได้ แล้วก็เรียกว่ามันดี
หรือมีโชคด้วยกันทั้งนั้น, เพียงแต่มันไม่เหมือนกัน.
ถ้าเราถือหลักกันอย่างนี้
ก็จะไม่มีใครทำผิดทำชั่ว หรือเป็นอันธพาล จะไม่มีใครว่างงาน จะไม่มีใครที่จะว่างงาน,
จะมีคนที่มีงานทำกันอย่างสนุกสนาน และเป็นสุขในการงานอยู่ด้วยกันทุกคน.
โรงเหล้าโรงยาโรงหนังโรงละครนั้นปิดได้ ปิดหมดเลยได้ เพราะไม่มีใครไป ไม่มีใครต้องการ;
เพราะแต่ละคนมันสนุกสนานอยู่กับชีวิตการงานหน้าที่นั้น ๆ, จะไม่ต้องหมดเปลืองเรื่องสำรวย
สำราญ สำเริง เกินความจำเป็น. อยู่แต่พอดี ๆ มีความสงบสุข, ถึงเหน็ดเหนื่อยก็นอน
หายเหนื่อยก็ทำงาน. เมื่อนอนก็เป็นสุข, เมื่อพักผ่อนก็เป็นสุข, เมื่อทำงานก็เป็นสุข,
แล้วก็จะเอากันอย่างไร มันหมดแล้ว คือมันมีความสุขอยู่ทุกอิริยาบถ.
นี่ธรรมชาติเขามีให้เลือกถึงอย่างนี้;
แต่คนมันโง่เอง มันเลือกเอาไม่ได้, มันไม่เลือกด้วยซ้ำไป, มันไม่รู้จะเลือกอย่างไร,
ได้แต่คิดผิว ๆ เผิน ๆ : ดูตัวอย่างของการที่ไม่ต้องทำอะไรเหน็ดเหนื่อยแล้วก็ร่ำรวย,
พอเขาบอกว่ามันมีได้ด้วยการเซ่นสรวงบนบานผีสางอะไร มันก็ทำไปอย่างนั้นแหละ
ด้วยหวังว่าจะรวย หรือว่าซื้อหวยซื้อสลากกินแบ่งอะไรกันไปตามเรื่อง ว่ามันจะรวย
แล้วมันก็รวยไม่ได้, แต่ว่ามันรวยด้วยโรคประสาท มันเป็นโรคประสาทกันได้มาก
ๆ.
นี่ ข้อแรกที่จะขอให้สนใจว่า
ชีวิตมีให้เลือกหลายแบบ ครบทุกแบบแล้วก็ล้วนมีเหตุมีปัจจัยของมัน ที่เราจะต้องทำให้ถูกต้อง.
ขึ้นด้านบน
รักษาความบริสุทธิ์ของศิลปะไว้ได้ด้วยการบังคับจิต
๔
งที่จะดูต่อไปก็คือ งานศิลปะ.
สิ่งนี้ก็สำคัญมาก. ว่าที่จริง ในโลกนี้จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ศิลป์
เพราะมันเป็นเครื่องหน่วงน้าวจิตใจ ประเล้าประโลมจิตใจ ชักจูงจิตใจไปได้มากกว่าอย่างอื่น.
หรือจะเป็นที่ตั้งแห่งลัทธิศาสนา หรือวัฒนธรรมอะไรได้มากทีเดียว. เพราะฉะนั้นเรายอมรับว่า
ศิลปะนี้สำคัญมาก ที่จะต้องมีอยู่ในโลกและคู่กันกับมนุษย์,
แต่ว่าทุกอย่างมันต้องไปพร้อมกันกับความถูกต้อง ความยุติธรรม ความบริสุทธิ์
หรือการบังคับตัวเองได้. เดี๋ยวนี้มนุษย์สูญเสียของสำคัญอย่างเดียวคือ
การบังคับตัวเองไม่ได้ เพราะไปเป็นทาสของวัตถุนิยม หรือเนื้อหนัง. ทีนี้ศิลปะโดยมือของมนุษย์ก็เริ่มสกปรกลามก
อนาจาร, จนกระทั่งว่า ศิลปะนั่นแหละเป็นมูลแห่งความเสื่อมเสียของศีลธรรม.
ความมุ่งหมายเดิมจะมีศิลปะเพื่อผดุงรักษาศีลธรรม. ทีนี้การบังคับตัวเองไม่ได้
ตกเป็นทาสของเนื้อหนังนี้ทำให้ศิลปะกลายเป็นสิ่งส่งเสริมความเสื่อมเสียของศีลธรรม,
มันเป็นศิลปะลามกอนาจารมากขึ้น.
อีกทางหนึ่งที่นิยมกันมาก
: ศิลปเฟ้อ หรือเพ้อเจ้อ, ศิลปที่ทำให้เสียเวลาเปล่า ๆ modern art อะไรทำนองนี้.
มันไปคิดประดิษฐ์ system อันใหม่ขึ้นมา ตั้งเป็นระบบ system เป็นหลักอะไรขึ้นมา
ต้องโง่ไปหลงศึกษาสิ่งนั้นให้เข้าใจ จึงจะรู้สึกว่า มันสวย. อย่างนี้มันก็เสียเวลาเปล่า
ไม่มีประโยชน์อะไร, ไม่ช่วยในทางผดุงศีลธรรม หรืออะไรเลย. ศิลปะนี้ใช้ความงามเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวมนุษย์ให้คงอยู่ในขอบเขตของศีลธรรม.
ส่วน Modern art ผมมองไม่เห็นว่าจะมีทางทำหน้าที่อย่างนี้ได้, มีแต่ให้หลงใหลเหมือนกับดื่มเหล้าชนิดหนึ่ง
มึนเมาไปเท่านั้นเอง.
ตามความรู้สึกที่แท้จริง
จะเรียกว่าเป็นการประท้วง หรือการด่า หรือการอะไร ผมก็ยอมทั้งนั้น : ความรู้สึกที่แท้จริงในเรื่องนี้มันเป็นอย่างนี้
ว่าโลกนี้กำลังมีปัญหามากในเรื่องศิลปะ ที่เขาทำลายศิลปะที่จำเป็นแก่มนุษย์เสีย
แล้วไปสร้างศิลปะที่ไม่จำเป็นแก่มนุษย์ขึ้นมา แล้วโลกนี้มันจะเป็นอย่างไร.
ข้อเสียหาย อันนี้มันก็มีอยู่ตรงที่ว่า บังคับจิตไม่ได้บังคับจิตไม่ได้บังคับตัวไม่ได้,
มันจะหันเหแนวของศิลปะไปสู่ลามกอนาจาร แล้วก็เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อมเสียของศีลธรรม.
อีกทางหนึ่งก็ประดิษฐ์ศิลปะเพ้อเจ้อขึ้นมา ซึ่งเสียเวลาเปล่า ๆ, ทำให้มนุษย์พลอยเสียเวลาเปล่า
ๆ; เอาเวลาเหล่านั้นมาเล่นกับความงามของธรรมชาติ ตามธรรมชาติที่มนุษย์ไม่ต้องทำอะไรเสียยังดีกว่า.
เพราะฉะนั้นโลกเรายังต้องการศิลปะบริสุทธิ์ ที่ไม่ส่งเสริมความเสื่อมทรามทางศีลธรรม.
หนัง ละคร
เมื่อก่อนนี้ มีประโยชน์มากในแง่ศิลป ในแง่การศึกษา. คุณรู้ไหมว่า หนังละครนั้นสมัยโบราณหลายร้อยปีมาแล้ว
คนที่ไม่รู้หนังสือเขาเรียนอักษรศาสตร์จากหนังจากละครทั้งนั้น เช่นเด็กปักษ์ใต้บ้านนอกเรา
พูดกรุงเทพฯ ไม่เป็น เพราะไม่เคยไป. กรุงเทพฯ อยู่นอกฟ้าป่าหิมพานต์โน้นสมัยก่อนไปไม่ได้.
แต่พวกหนังพวกละครเอาภาษากรุงเทพฯ มาพูดใส่หู จนเด็กพูดภาษากรุงเทพฯ ได้.
ตัวพระเอกนางเอก ต้องพูดภาษาถูกต้องของชาติ ตัวตลกก็พูดภาษาพื้นบ้าน, หนังตลุงมันเป็นอย่างนั้น.
ประเทศอินเดียสมัยโบราณ การละครก็เป็นอย่างนี้, ตัวพระเอกนางเอกต้องพูดสันสกฤต,
ตัวสำคัญ ๆ ต้องมีส่วนหนึ่งที่พูดสันสกฤต, ตัวต่ำ ๆ ตัวผู้หญิงก็พูดภาษาปรากฤต
คือพูดภาษาพื้นบ้าน. คนที่ไม่เคยไปเมืองหลวง ก็พูดภาษาเมืองหลวงได้ มันเป็นการศึกษาจากละคร.
และส่วนหนึ่งมันเป็นศิลปอยู่ในหนังละครนั้น มันเป็นทั้งศิลปทั้งการศึกษาอะไรต่าง
ๆ ดี. เดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องเฟะ.
เรื่องหนังเรื่องละคร
เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องยั่วกิเลส ยั่วราคะ ยั่วอะไรมากที่สุดเท่าที่จะล้วงเงินในกระเป๋าของผู้ดูได้เท่าไร
ก็เอาอย่างนั้น; ไม่คำนึงถึงความสะอาดความถูกต้อง หรือการศึกษาหรืออะไร.
เป็นเครื่องมือล้วงเงินจากกระเป๋า ของคนที่เป็นทาสของปีศาจทางเนื้อหนัง.
บทนิยามมีอย่างนี้; ศิลปหนังละคร เป็นเครื่องมือล้วงเงินจากกระเป๋า ของคนที่เป็นทาสของปีศาจทางเนื้อหนัง.
นี้ว่าโดยส่วนใหญ่มิใช่ว่าจะจัดให้เป็นอย่างนี้ไปเสียทั้งหมด, แต่ว่าส่วนใหญ่ตั้ง
๙๐๙๕ เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างนี้.
สถาบันของชาติ
โรงละครแห่งชาติ นี้ก็ควรต้องระวังให้ดี ๆ ที่จะยึดหลักมั่นไว้ตามเดิมได้หรือไม่,
หรือว่าจะน้อมเอียงลงมาหาศิลปะอย่างนี้. ระวังให้ดีมันอยู่ที่การบังคับจิตได้หรือไม่ได้เหมือนกัน
อะไรที่มันสูง ๆ แล้วมันลดลงมาต่ำ ก็เพราะว่ามันบังคับจิตไม่ได้. หนังสือพิมพ์ชั้นดี
กลับเลวลง, คุณสังเกตดูเถิด เพราะมันบังคับจิตไม่ได้ มันเห็นแก่เงิน. มันไปเห็นว่าเสียเปรียบหนังสือพิมพ์เลว
ๆ ขายเป็นเทน้ำเทท่า; ก็ลดฐานะของตัวเองลงมาโดยไม่รู้สึกตัว มามีเรื่องเลว
ๆ ต่ำ ๆ, เพื่อเอาเงินมากเข้าไว้. เรื่องหนังและเรื่องละครก็เหมือนกัน
มันรักษามาตรฐานไว้ไม่ได้ เพราะมันต้องการเงิน, เลยเปลี่ยนมาตรฐานให้เป็นเรื่องลามกอานาจารไปในที่สุด
กลายเป็นมูลเหตุของความเสื่อมเสียทางศีลธรรมนี้. ศิลปะกลายเป็นพิษร้ายขึ้นมา
เพราะมนุษย์บังคับจิตของตัวเองไว้ไม่ได้. ขอให้ระวังเรื่องบังคับจิตของตัวเองไว้ให้ได้เท่านั้น.
ต้องการศิลปะแท้ศิลปะบริสุทธิ์ เมื่อไรก็รีบรีบรีบฝึกการบังคับจิต,
บังคับตัวเองให้ได้, จะได้รักษาไว้ในขอบเขตของศิลปะอย่างถูกต้อง.
ขึ้นด้านบน
ศิลปะของการมีชีวิตถูกต้อง. ๕
[:การทำชีวิตให้มีศิลปะชั้นสูงสุด.]
นี้ก็จะเรียกว่า ศิลปะแห่งการเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง;
ศิลปะแห่งการครองชีวิต คือการที่จะทำให้ชีวิตมันถูกต้องนี้มันยาก
มันละเอียด มันสุขุม ขนาดที่เป็นศิลปะเหนือศิลปะ; แต่ไม่ใช่ศิลปะบ้า ๆ
บอ ๆ เหมือนของคนสมัยนี้.
คนสมัยนี้กำลังนิยมศิลปะ
เฮกันไปในทางศิลปะ แต่เป็นศิลปะบ้า ๆ บอ ๆ มากยิ่งขึ้น ใหญ่โต แพง มากขึ้น
เสียเวลามากขึ้น ศิลปะแห่งยุคปัจจุบัน; แต่แล้วก็ไม่รับใช้แก่สันติภาพ
คือไม่นำมาซึ่งสันติภาพ.
ศิลปะบ้า
ๆ บอ ๆ น่ะเสียเงินมาก ทำกันมาก. เห็นรูปถ่ายบางชิ้นว่าเป็นศิลปะ ไปดูกันหมดบ้านหมดเมือง
ก็เป็นรูปบ้า ๆ บอ ๆ อะไรก็ไม่รู้; แล้วไม่รับใช้สันติภาพเลย.
ฉะนั้น
ถ้าศิลปะไม่รับใช้สันติภาพ ก็ไม่ใช่ศิลปะหรอก,
เสียเวลาเปล่า ๆ เปลืองเปล่า ๆ; ศิลปะ abstract ศิลปะอะไรก็ตามเถอะ ที่มันไม่รับใช้สันติภาพนั้นน่ะ
ไปเสียเวลาเปลืองเปล่า ๆ แล้วทำให้โง่มากขึ้น. คือว่า ถ้าเราจะไปดูศิลปะนั้นให้สวยให้ว่าสวย
ตามที่เขาว่ามันสวย เราต้องยอมโง่อย่างเขานะ เราต้องไปเรียนโง่อย่างเขานะ
ศิลปะชิ้นนั้นจึงจะสวย. ถ้าเรามีจิตเป็นอิสระจะไม่รู้สึกว่าสวย; ฉะนั้นศิลปะชนิดนี้ทำให้คนโง่มากขึ้น
เสียเวลาไปยอมโง่ให้มากขึ้น เพื่อจะบัญญัติกันว่าอย่างนั้นสวย อย่างนั้นลึก
อย่างนั้นแพง. บางชิ้นขายกันเป็นล้าน ๆ แล้วก็ไม่มีประโยชน์แก่ความสุขหรือสันติภาพของใครเลย.
นี่อาตมาเรียกว่า
ศิลปะเฟ้อ ที่กำลังเฟ้ออยู่ในโลก; ศิลปะแท้ ๆ ของเขาต้องรับใช้ความสงบสุข
หรือสันติภาพ โดยอาศัยความงาม.
การที่จะให้มีความสุข
มีความสงบ นี่มันมีได้หลายวิถีทาง; การที่จะชักจูงกันไปในวัตถุประสงค์
อุดมคติ เดียวกันนั้นมันก็มีหลายทาง. ไอ้ศิลปะนี้เป็นเครื่องมือที่วิเศษอันหนึ่ง
มีความละเอียดอ่อน มีความลึกซึ้ง มีความสุขุม มีความงดงามเหลือประมาณ;
แต่แล้วต้องเป็นไปเพื่อสันติภาพ.
ฉะนั้น
ยอดสุดของศิลปะ ก็คือการทำชีวิตนี้ให้หมดปัญหา :
ทำให้ชีวิตนี้หมดปัญหา หมดกิเลส หมดความทุกข์ หมดสกปรก หมดเร่าร้อน; แล้วให้มาสงบเย็น
เยือกเย็น เป็นสันติภาพ.
นี่ศิลปะแห่งการครองชีวิต ไม่ลงทุนด้วยความโง่มาก ๆ เสียเงินมาก ๆ เสียเวลามาก
ๆ แล้วก็หลอกกันว่าสวย ว่างาม.
นี่ขออภัยที่คำพูดเหล่านี้
มันออกจะหยาบคายเกินขอบเขต แต่มันไม่รู้จะพูดอย่างไรให้มันทันกับเวลา.
เราต้องลงทุนโง่ตามเขา อาตมาลงทุนไม่ไหว; พยายามจะงามกับเขาเหมือนกันแหละ
ศิลปะแพง ๆ นั้นก็เอามาดู มาศึกษา; แต่แล้วมันต้องคิดอย่างนั้นต้องเดินความคิดแนวนั้น
จึงจะรู้สึกว่าอันนี้งาม. นี่ลงทุนไม่ไหว ก็เลยไม่เอา.
พุทธศิลป์ คือการฆ่ากิเลสทุกข์ให้หมดไป.
มาสนใจศิลปะของพระพุทธเจ้า
คือฆ่ากิเลส ฆ่าความทุกข์ ให้หมดไป; นั่นแหละศิลปะของพระพุทธเจ้า. ดำเนินชีวิตอยู่
ลมหายใจเข้าออกอยู่ โดยที่ไม่ต้องมีความทุกข์เลย เป็นชีวิตเย็น; นี่เรียกว่า
ศิลปะของพระพุทธเจ้า.
ไอ้ชีวิตร้อนไม่ต้องศิลปะหรอก
มันไปตามโลกของโลกเอง. แล้วบางทีก็ไปทำศิลปะให้มันร้อนมากขึ้นก็มี; ดังนั้น
ศิลปะที่ทำให้โลกร้อนมากขึ้นน่ะ กำลังมีมากกำลังระบาด แล้วกำลังแลกเปลี่ยนกันอย่างยิ่ง.
ประเทศไทยก็ต้องโง่ไปตามก้นเขาด้วยเหมือนกัน
ไปนิยมชมชอบศิลปะที่ทำให้โลกมันร้อนมากขึ้น. เต้นรำอะไรที่ยกขาสูง ๆ ท่วมหัว
คุณย่าคุณยายเห็นแล้วเป็นลมนั่นแหละ. นั่นน่ะศิลปะที่ไหน มันเรื่องภูตผีปีศาจ
แล้วเอากันเป็นศิลปะ แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน อะไรกัน.
นี่คนไทยไปโง่ตามก้นเขา;
ไม่รู้จักศิลปะของพระพุทธเจ้า คือปฏิบัติชนิดที่ความทุกข์เกิดขึ้นไม่ได้,
ตา หู จมูกลิ้น กาย ใจ ของเราไม่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์อีกต่อไป. นี่แหละศิลปะของพระพุทธเจ้า
ขอให้ลูกเด็ก ๆ ทุกคนสนใจ; อย่าไปสนใจศิลปะสมัยใหม่อะไรให้มันหมดเวลาเสีย
แล้วไม่มีโอกาสจะมาสนใจศิลปะของพระพุทธเจ้า.
ศิลปะนี้ไม่ใช่ความหลอกลวง.
เดี๋ยวนี้ก็มีคำว่า ศิลปะ ซึ่งหมายถึงความหลอกลวงก็มีเหมือนกันแหละ; เขาใช้ว่า
ศิลป์, ศิลป์กลายเป็นจิตวิทยาหลอกลวงไป, อย่างนั้นไม่ใช่ ไม่ใช่ความหมายที่ถูกต้อง;
ศิลปะต้องถูกต้อง ไม่หลอกลวง งดงาม, แล้วแก้ปัญหาได้จริง.
ถ้าเป็นภาษาฝรั่งพูดแล้ว มันก็แยกกันได้เด็ดขาดแหละ; คือว่า artificial
นั้นน่ะใช้ไม่ได้ อย่าไปเอากะมัน artificial. ถ้า artistic artistic อย่างนี้ก็ใช้ได้แหละ.
ไปดูความหมายเถอะมันต่างกัน; artificial นั่นมันมีแต่จะหลอกลวง จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
จะมีจิตวิทยาหลอกลวง, Art อย่างนี้ไม่เอา, เดี๋ยวนี้กลับมามีอย่างนี้มาก;
ศิลปะแห่งการปลอมแปลงนั้นน่ะ กลายเป็นศิลปะไปเสีย.
พุทธศิลปะ
จำไว้ว่า พุทธศิลปะศิลปะของพระพุทธเจ้า;
คือทุกคนสามารถควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ด้วย, ไว้ถูกต้อง, ไม่มีความทุกข์เลย;
เรียกว่าพุทธศิลปะ.
ฝรั่งมีความรู้
มีเงิน มีะอะไรมาก เขามาแสวงหา Buddhistic Art. แปลว่า Buddhistic Art
พุทธศิลปะ แล้วเขาก็หอบพระพุทธรูปไปกองเบ้อเร่อ แล้ววัตถุอะไรต่ออะไรอีกไม่รู้;
เผอิญเขามาแวะด้วยมาคุยด้วย อาตมาบอกเขาว่า โอ้ยคุณไม่ได้เอาพุทธศิลปะ
ไม่ได้เอา Buddhistic Art ไปเลย; นั่นมันอะไรก็ไม่รู้ ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนาก็ได้;
พระพุทธเจ้าไม่ได้รับรู้เรื่องพระพุทธรูป เรื่องศิลปะเกี่ยวกับพระพุทธรูป
เกี่ยวกับสิ่งของ, ไอ้ Buddhistic Art คืออริยมรรค ๘ : วิชชาที่ปฏิบัติแล้วไม่เกิดความทุกข์เลย
โดยประการทั้งปวง, นี้ Buddhistic Art.
แล้วไม่ได้ผลอะไร
เขาไม่เอา เขาไม่สนใจ เขาหอบแต่เศียรพระพุทธรูป ไม้แกะไม้สลักอะไร เอาไปเบ้อเร่อเบ้อร่า
เราก็ไม่ต้องพูดกันแหละ; เพราะเห็นว่ามันพูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว. พุทธศิลปะของคนสมัยนี้
กับพุทธศิลปะของปู่ย่าตายายน่ะ มันพูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว มันแยกทางกันเดินเด็ดขาดเสียแล้ว.
เราจะต้องมีศิลปะตามความหมายของโบราณ
คือความงาม ที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็สร้างสันติภาพได้
ดับทุกข์ได้. ถ้าดับทุกข์ได้โดยอาศัยความงาม ประทับใจ
เป็นหลักแล้ว, ก็จะเรียกว่า ศิลปะ ได้.
ทีนี้มันก็หมายถึงการกระทำที่ถูกต้องแหละ.
ความถูกต้องของความเป็นมนุษย์ มันอยู่ที่ศิลปะ หรือเป็นศิลปะ, ถ้าทำได้ก็เป็นศิลปะ
เป็นยอดของศิลปะ. จงทำความเป็นมนุษย์ของเราให้ถูกต้อง
นั่นน่ะคือศิลปะ ยอดศิลปะของพระพุทธเจ้า.
ขึ้นด้านบน
ศิลปะแห่งการอยู่เหนือความทุกข์
๖
สอนในคัมภีร์โครินเธียนของคริสเตียนว่า มีภรรยาก็จงมีจิตใจเหมือนกับไม่มีภรรยา;
นี่พูดสำหรับฝ่ายชาย. ถ้าฝ่ายหญิงก็ตรงกันข้าม. มีทรัพย์สมบัติก็จงเหมือนกับไม่มีทรัพย์สมบัติ.
มีความสุขก็จงมีจิตใจเหมือนกับไม่มีความสุข, มีความทุกข์ก็จงมีจิตใจเหมือนกับว่าเรามิได้มีความทุกข์,
ไปซื้อของที่ตลาด แล้วก็อย่าเอาอะไรมา. นี่เรียกว่าเป็นคำพูดที่เราพูดไม่เป็น,
แล้วก็ฟังไม่ค่อยจะออก.
เรามีอะไร
ก็อย่าหมายมั่นด้วยจิตด้วยใจ ว่ามีสิ่งนั้น; มันจะเกิดเป็นความยึดมั่นถือมั่น
ที่ทำให้เกิดรู้สึกหนักและเป็นทุกข์; ฉะนั้นมีทรัพย์สมบัติ ก็สักว่ามี
กิน ใช้ไปตามเรื่อง. แต่อย่าหมายมั่นว่าเรามี มันจะทำความหนักอกหนักใจให้.
นี่มีอะไร ก็มีความรู้สึกเหมือนกับว่ามิได้มี, ซื้อของที่ตลาด ก็มีจิตใจเหมือนกับว่าไม่ได้รับเอาอะไรมาเป็นของเรา.
ถูกแล้วเมื่อให้เงินเขา มีสิทธิที่จะเอาอะไรมา ถือมาบ้าน มากินมาใช้; แต่อย่าได้หมายมั่นสิ่งที่ถือเอามากินมาใช้นั้นว่าของเรา,
กระทั่งไม่หมายมั่นว่า เราเป็นผู้ซื้อหามา มีสิทธิ มีอำนาจอะไรด้วยซ้ำไป.
นี่เขาพูดกันเสียใหม่ว่า ซื้อของที่ตลาดแล้ว ไม่เอาอะไรมา.
พูดอย่างนี้คนเกลียดวัดคงไม่ชอบ,
แล้วก็คัดค้านเต็มที่; ก็ไม่เป็นไร ใครจะคัดค้านอย่างไรก็ได้. แต่ถ้าต้องการจะได้ประโยชน์แล้วก็เอาไปคิดดู;
ว่าถ้าทำจิตใจได้อย่างนี้ มันจะมีผลดีสักกี่มากน้อย? คือมีจิตใจชนิดที่เป็นอิสระ
ว่างอยู่เสมอ ไม่มีอะไรได้มาบีบบังคับ หรือกดทับจิตใจให้รู้สึกหนักให้รู้สึกร้อนเป็นต้น.
พูดอย่างศิลปะก็มันเป็นยอดของศิลปะ, คือศิลปะแห่งความเป็นผู้มีจิตใจชนิดใหม่
ที่ทุกข์ไม่เป็น. เป็นจิตใจชนิดที่ทำอย่างไร ๆ มันก็มีทุกข์ไม่ได้, ไม่รู้จักทุกข์อีกต่อไป.
นี่คำสอนอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา เรื่องไม่มีตัวตนนี้ มันมีอยู่อย่างนี้.
ขอให้คนเกลียดวัดทั้งหลาย มีความสนใจกันเสียใหม่ตามสมควร.
ขึ้นด้านบน
ศิลปแห่งการสมคล้อยกันกับธรรมชาติ.
๗
ดูลักษณะของสามัคคีศาสตร์ในแง่ศิลปที่สมคล้อยธรรมชาติ.
นี้ จะให้ดูสืบต่อไป คือ ดูลักษณะของสังฆศาสตร์ หรือ สามัคคีศาสตร์ ให้ประณีตยิ่งขึ้น
และให้เป็นไปในลักษณะที่มันงดงาม. อาตมาจะเรียกว่า สังฆศาสตร์นี่ คือ ศิลปแห่งการสมคล้อยกันกับธรรมชาติ.
เราต้องกระทำทุกอย่างให้สมคล้อยกับธรรมชาติ
คือกฎของธรรมชาติ; ถ้าทำได้แนบเนียน ดีที่สุด มันก็กลายเป็นศิลปะ คือสิ่งที่ละเอียด
ประณีต แล้วก็งดงามที่สุด. ศิลปแห่งการทำให้สมคล้อยกันกับธรรมชาตินี่ เราจะเรียกว่าสังฆศาสตร์
หรือสามัคคีศาสตร์ก็ตาม.
ฝืนธรรมชาติ
นั้นคือตาย : ตายในความหมายไหนก็ได้; หรือจะเรียกให้กว้างไปกว่านั้น ก็ว่าฝืนธรรมชาตินั้น
คือการที่จะต้องถูกลงโทษเป็นแน่นอน; ธรรมชาตินั่นแหละจะลงโทษ, ธรรมชาติบังคับให้เราต้องกระทำอย่างนั้น
ๆ ๆ อย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ; เราจะรู้หรือไม่รู้ ธรรมชาติไม่รู้ด้วย.
ธรรมชาติจะเอาแต่ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติเท่านั้น; เช่นเดียวกับกฎหมายในโลกมนุษย์ที่หลอกลวงนี้แหละ.
เพราะว่า จำเลยจะปฏิเสธว่าไม่รู้กฎหมายนี้ไม่ได้; จะต้องลงโทษตามกฎหมาย.
แต่ว่าในโลกของมนุษย์ที่หลอกลวงนี้
มันเป็นไปตามความหลอกลวง อะไร ๆ ที่ไม่รู้หลักฐานเท็จ หรืออะไรก็ได้; แต่ถ้าในธรรมชาติแล้ว
ไม่มีอะไรหลอกลวง, ไม่มีอะไรหลอกลวงธรรมชาติได้. เพราะฉะนั้นธรรมชาติมันจึงเด็ดขาด
ฝืนธรรมชาติไม่ได้ จะถูกลงโทษ อย่างตรงไปตรงมา.
ฉะนั้น
ศิลปแห่งการทำให้สมคล้อยกับธรรมชาติ นั่นแหละ เป็นหน้าที่ของทุกคน. เราจะต้องทำหน้าที่นี้
จนถึงกับว่า เราเข้ากันได้กับเพื่อนมนุษย์ทุกคน, เราอยู่กันได้กับเพื่อนมนุษย์ทุกคน
แล้วก็อย่างงดงาม. ถ้างดงามก็ต้องเรียกว่าศิลปะ; เพราะศิลปะมันมีความหมายสำคัญอยู่
ตรงที่มีความงาม.
ธรรมชาตินี้
ถ้าดูให้ดี เราจะรู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่หวังดีและเจตนาดี. ที่จริงธรรมชาตินั้น
ไม่รู้จักดีจักร้าย ไม่รู้จักบุญจักบาปจักได้จักเสียอะไร; แต่เราจะมองในแง่ที่ว่ามันกำลังเป็นอยู่นี่
มันกระทำไปในลักษณะที่เรียกว่าเจตนาดี. ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว จะไม่เกิดมนุษย์หรือสัตว์
หรือต้นไม้ หรือว่าโลกอย่างนี้ขึ้นมาได้; หรือโลกอันงดงามของเรานี้ มันเกิดขึ้นมาได้ด้วยฝีไม้ลายมือของธรรมชาติ;
ฉะนั้น เราจะมองแต่เฉพาะในส่วนนี้ เข้าข้างตัวสักหน่อยว่า มันเจตนาดี,
ฉะนั้นเราจะขอบใจธรรมชาติ, ยินดีที่จะร่วมมือกับธรรมชาติ.
ดังนั้น
เมื่อธรรมชาติต้องการ ให้เราอยู่กันอย่างเป็นเพื่อน แล้วก็เพื่อนที่มีความหมายสำคัญที่สุด
คือ เพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น; ขอให้ไปมอง ขอให้ช่วยมอง,
ให้พยายามช่วยมอง ให้เห็นเจตนาของธรรมชาติ ว่าธรรมชาติต้องการ ให้เราอยู่กันอย่างเป็น
เพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. พอใครขบถต่อกฎเกณฑ์อันนี้
ธรรมชาติจะลงโทษเอง. ทีนี้เราสมัครเป็นลูกของพระเจ้า คือธรรมชาติเสียด้วยกันทุกคนก็แล้วกัน
แล้วก็เชื่อฟังพ่อ คือพระเจ้า หรือพระธรรม หรือกฎของธรรมชาติ แล้วปัญหาก็จะหมดไป.
นี่เราพูดอย่างสมมติให้มันฟังง่าย
ว่าธรรมชาตินั้น พระเจ้า พระธรรมนี่เหมือนกับพ่อ; แล้วพ่อนี้ก็ต้องการให้ลูกรู้จักรักกัน
ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านั้น; ทีนี้ลูกนอกคอก ลูกขบถ มันไม่ทำอย่างนั้น
ก็ขอให้มันถูกลงโทษโดยพ่อของมัน คือพระเจ้าหรือธรรมชาตินั่นเอง. นี้เรามีศิลปะที่จะไม่ต้องถูกลงโทษ
โดยยึดหลักสังฆศาสตร์เป็นที่พึ่ง.
ทีนี้ก็จะดูต่อไปอีกที่ควรจะดู
ก็ว่า ทำไมเราทำอย่างนั้นไม่ได้? เพราะว่าเรามันรักตัวเองด้วยความโง่,
เป็นความรักของความความโง่ คือกิเลสที่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวเอง; ไม่รักพระเจ้า
ไม่รักพ่อ หรือพระธรรม มันมารักตัวเอง แล้วก็รักด้วยความรักของตัวเอง คือความรักของกิเลส
ไม่ใช่ความรักของพระธรรม. เราจึงมีความโง่ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นความรักตัวเอง;
เพราะเห็นแก่ตัวเอง ฉะนั้นเราจึงไม่รักใคร นอกจากรักตัวเอง.
ถ้าจะไปรักใครเข้า
ก็ด้วยความต้องการ จะให้คนนั้นมาช่วยให้เราสำเร็จความใคร่ความรักของเรา;
อย่างนี้เรียกว่า เป็นความรักอย่างกิเลส ในโลกมนุษย์ตามธรรมดา. ถ้ารักใครด้วยกิเลส
ก็ต้องการให้เขามาช่วยสนองกิเลสของเรา; ความรักอย่างนี้ ไม่ใช่ความรักของพระเจ้า
หรือของธรรมชาติ อย่างที่ว่ามาแล้ว จึงเป็นความโง่, ความรักนั้นคือความโง่.
นี้ถ้าเป็น
ความรักที่ฉลาด มันก็ต้องตรงจริงตามประสงค์ของพระเจ้า; มันจึงรู้จักรักผู้อื่น,
ผู้อื่น คือทุกคนที่จะช่วยให้โลกนี้รอดอยู่ได้ รวมทั้งตัวเราเองด้วย.
เราอยู่ในโลกคนเดียวไม่ได้, จะมีชีวิตอยู่คนเดียวก็ไม่ได้, อะไร ๆ โดยคนเดียว
มันก็ไม่ได้; มันรอดอยู่ได้เพราะคนทั้งหลาย. ถ้ารอดอยู่ได้ทั้งโลก; นี้มันก็ทั้งโลกแหละ
มันช่วยให้รอดอยู่ได้.
ถ้ามองเห็นอย่างนี้
ก็มีความรักที่ฉลาด ที่เข้ากันได้กับธรรมชาติ หรือจะเรียกว่า เป็นความรักที่มีศิลปะ,
ความรักที่มีศิลปที่ช่วยให้รอดได้.
ถ้ามีแต่รักตัวเอง
เห็นแก่ตัวเอง, ความที่เราไม่รู้สึกรักใครนั่นแหละ มันจะทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งว่า
ไม่มีใครรักเรา; ลงเกิดความคิดว่า ไม่มีใครรักเราขึ้นมาแล้ว คนนั้นเหมือนกับคนบ้า.
คนนั้นจะทำทุกอย่างที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ใคร; เพราะเขาไปรู้สึกว่า ไม่มีใครรักเรา;
ฉะนั้น เขาก็จะทำแต่ตามที่ชอบใจเขา.
รู้สึกว่า
ไม่มีใครรักเรา นี้ มันเป็นความเข้าใจผิด, ความโง่ชนิดหนึ่ง ซึ่งมันเกิดมาจากการที่เราไม่รู้สึกรักใคร.
นี่เป็นสิ่งที่ควรจะเอาไปคิดดูให้ดี ว่าความที่เราไม่รักใครนั่นแหละ จะทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า
ไม่มีใครรักเรา; แล้วเราก็จะเหมือนกับคนบ้า คือว้าเหว่อยู่ในท่ามกลางโลกนี้
แล้วก็ทำอะไรไปอย่างผิด ๆ คือความเห็นแก่ตัว.
ฉะนั้น
ขอให้ศึกษาให้รู้หน้าที่ สำนึกในหน้าที่ ที่จะต้องรักคนอื่นหรือช่วยคนอื่น
แล้วก็รักคนอื่น; เดี๋ยวก็จะรู้สึกว่าทุกคนรักเรา. เพียงแต่นึกเท่านั้น
ก็สบายเหลือประมาณแล้ว ไม่ต้องมีใครมาช่วยเราจริง ๆ; เพียงแต่นึกเท่านั้นแหละ
ว่าทุกคนรักเรา ก็จะมีความสุขอย่างยิ่งซึ่งบอกไม่ถูก.
ขึ้นด้านบน
ศิลปในฐานเป็นสังคมศาสตร์. ๘
: ศิลป และ อื่นที่เนื่องอยู่กับศิลป.
(ข้อนี้ ท่านพุทธทาสบรรยายไว้ในฐานที่เป็นสังคมศาสตร์
ซึ่งสังคมศาสตร์ในความหมายของท่านคือศาสตร์ทางสังคมสำหรับจัดการสังคม ให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุก.
ในเรื่องสังคมศาสตร์นั้น ท่านได้จำแนกไว้หลายประการด้วยกันเช่น หมวดวิทยาศาสตร์,
ซึ่งแบ่งซอยออกไปเป็น ตัววิทยาศาสตร์ ธรรมชาติวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์
ปรัชญา เป็นต้น, หมวดที่สองเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาและสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา
เช่น ศีลธรรม จริยศาสตร์ เทววิทยา วัฒนธรรม เป็นต้น, หมวดที่สามเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ
ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับ เศรษฐกิจ เกษตรกรรม พาณิชกรรมเป็นต้น, และสุดท้ายก็คือหมวดศิลปนี้เอง
ผู้รวบรวม)
มวดที่ ๔ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ศิลป และอื่น ๆ ที่มันเนื่องอยู่กับศิลปนั้น
ที่เป็นสังคมศาสตร์ หรือที่เขาจัดไว้เป็นชั้นสังคมศาสตร์ มันก็มีอยู่มากเกี่ยวกับศิลป.
สิ่งที่
๑ วิทยาการอันว่าด้วย สุนทรียภาพ. สุนทรียภาพ
หรือสุนทรียศาสตร์ การฝีมือ การประดิษฐ์ต่าง ๆ กระทั่งที่เรียกว่า เคหศิลป
โภชนศิลป มัณฑนศิลป วิจิตรศิลป อะไรก็ตาม มันล้วนแต่ศิลปไปทั้งสิ้น.
นี่ มันมีความหมายเฉพาะ
ที่เป็นความงดงาม ความยั่วยวน ความทำให้หลงใหล มันขึ้นอยู่กับความงาม.
ถ้าความงามนั้นมันประกอบด้วยธรรม ความหลงใหลของคน มันก็ยังประกอบอยู่ด้วยธรรม;
เช่นว่า พระธรรมในพระพุทธศาสนานี้ งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในเบื้องปลาย.
พูดว่า งามอย่างนี้ มันหมายถึง ความงาม ในความหมายทางจิตในทางวิญญาณ เป็นความงามที่บริสุทธิ์;
แต่ถ้าเราพูดถึงเรื่องคนงาม บ้านเมืองงามอะไรนี้ มันเป็นเรื่องทางวัตถุ.
ฉะนั้น เรื่องที่เกี่ยวกับความงามนี้ มันคนละเรื่องกับเรื่องของความถูกต้อง.
ถ้าเราพูดว่า
เคหศาสตร์ เราหมายถึง วิทยาการเกี่ยวกับบ้านเรือนที่ถูกต้อง และจะต้องถูกต้องทางธรรมะด้วยซ้ำไป.
แต่ที่เราพูดว่าเคหศิลป, เคหศิลป, เคหศิลป นี้มันเป็นความงามทางกิเลสเสียมากกว่า.
ถ้าพูดว่า
โภชนศาตร์ มันก็ต้องหมายถึงวิทยาการที่ถูกต้อง; แต่ถ้าพูดว่า โภชนศิลป
แล้ว มันจะกระเดือดไปทางกินเอร็ดอร่อย สวยงามยั่วยวนไปเลย.
มัณฑนศิลปก็เหมือนกัน;
ถ้ามันประกอบไปด้วยธรรม มันก็ไม่มีโทษ, แต่ถ้าไม่ประกอบด้วยธรรม มันก็ส่งเสริมกิเลส.
วิจิตรศิลป
ถ้ามันประกอบไปด้วยธรรม ก็มีประโยชน์ ไม่ใช่ไม่มีประโยชน์; แต่ถ้ามันไม่ประกอบด้วยธรรม
มันก็เป็นเรื่องหลอกลวง.
ฉะนั้น
สิ่งที่เรียกว่า ศิลป หรือ สุนทรียภาพนี้ ก็ระวังให้ดี มันเป็นสิ่งที่จะทำลายมนุษย์ได้;
มันเป็นสังคมศาสตร์ที่มีความสำคัญมาก ลุ่มหลงกันมาก. ถ้าทำผิด มันก็เป็นศาสตร์ที่เชือดคอมนุษย์ทีละน้อย
ทีละน้อย อย่างไม่รู้สึกตัว; เพราะมันมีเรื่องยั่วยวนหรือเสน่ห์ของมันปกปิดไว้
อย่างที่ไม่อาจจะเข้าใจได้ง่าย ๆ, ระวังให้ดี.
สิ่งที่
๒ ของหมวดนี้ ระบุไปยัง อักษรศาสตร์; อักษรศาสตร์
อาตมาไม่มีความหมายเหมือนกับที่เขาใช้ ๆ กันอยู่โดยตรง มันมีเกินไปบ้าง
กว้างไปบ้าง. ฉะนั้นคำว่าอักษรศาสตร์นี้ จะขอจำกัดความหมายลงไปว่า การใช้อักษรให้เป็นประโยชน์ที่สุดเท่าที่มันจะเป็นได้.
สิ่งที่เรียกว่า
อักษร นั้น ถ้าเราทำไปในทางที่จะให้มันเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ ให้มากที่สุดเท่าที่มันจะเป็นได้
แล้วก็จะเรียกว่าอักษรศาสตร์; ไม่ใช่เรียนแต่ ก. ข. ก. กา หรือว่าเพียงแต่ว่าแต่งกลอนได้
อะไรได้. มันยังต้องดูว่ามันเป็นประโยชน์หรือไม่? ถ้ามันเป็นไปเพื่อการทำลายมนุษย์แล้ว
มันก็ไม่ควรจะเรียกว่า เป็นสังคมศาสตร์ ที่พึงปรารถนา มันจะตกไปฝ่ายกิเลส
เป็นปัจจัยแก่กิเลสเสียมากกว่า.
เดี๋ยวนี้
เราก็ใช้คำว่า อักษรศาสตร์ ในฐานะเป็นสิ่งที่ประเสริฐอะไรอยู่บางอย่าง.
แต่อาตมาก็ขอประท้วงหรือท้วงติงว่า ระวังให้ดี มันยังจะต้องควบคุม ให้เป็นไปแต่ในทางที่เป็นประโยชน์
และถูกต้อง; มิฉะนั้นแล้ว อักษรศาสตร์นั้นก็จะทำลายคน ทำลายมนุษย์ ทำลายโลก.
อักษรศาสตร์ นี้มันอยู่ที่กระดาษก็ได้ อยู่ที่ลิ้นคนพูดก็ได้ หรืออยู่ที่สัญลักษณ์อื่น
ๆ ก็ได้.
เดี๋ยวนี้เรากำลังมีอักษรศาสตร์
ที่เป็นทาสของกิเลส เป็นบ่าวเป็นทาสของกิเลส ยิ่งเจริญด้วยอักษรศาสตร์แบบนี้แล้ว
มนุษย์ก็จะจมลงไปในกองทุกข์มากไปกว่าเดิม; ฉะนั้น สู้คนป่าสมัยนู้น ที่ยังไม่รู้หนังสือ
สักตัวหนึ่งก็ไม่ได้.
ท่านทั้งหลายพอจะเทียบเคียงได้
ว่าในสมัยคนป่ากี่แสนปีล้านปีมาแล้วก็ตามใจนี้เรารู้แน่ไม่ได้; ที่เรารู้แน่ได้คือว่าเขาไม่มีตัวหนังสือ
ไม่มีใช้หนังสือ เขาอยู่ด้วยความสงบสุขตามธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้เราก้าวหน้าด้วยอักษรศาสตร์เหลือประมาณ
เป็นบัณฑิต เป็นมหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต อะไรกันในทางอักษรศาสตร์ โลกนี้มันก็ยุ่งมากขึ้น
มันไม่คุ้มกัน. แม้อักษรศาสตร์ชั้นวรรณคดี ก็ยังมุ่งส่งเสริมกิเลส.
นี้เรียกว่าสังคมศาสตร์
ในส่วนอักษรศาสตร์ หรือวิทยาการเกี่ยวกับหนังสือมันยังผิดต่อธรรมสัจจะของศีลธรรม
มันยังไม่ส่งเสริมศีลธรรมเลย. นี่พูดกันตรง ๆ จะเรียกว่าด่า หรือจะยิ่งกว่าด่าก็ตามใจ
เรายังยืนยันลงไปว่า การรู้หนังสือหนังหาของคนสมัยนี้ ไม่ส่งเสริมศีลธรรมเลย;
เพราะเผลอ, เพราะเปิดโอกาส เปิดช่อง ให้มันเป็นไปแต่ในทางที่จะเห็นแก่ตัว.
สิ่งที่
๓ ในหมวดนี้ จะเรียกว่า หรรษาศาสตร์; ว่าเอาเองอีกแล้ว
จะมีใช้ที่ไหนบ้างก็ตามใจ ยังไม่ทราบ.
หรรษาศาสตร์
ก็คือ วิทยาการที่จะช่วยให้เกิดความหรรษา ความสนุกสนานร่าเริง; จะเป็น
นาฏยวิทยา เป็น ดุริยางคศาสตร์ เป็น คีตะ และสังคีตศาสตร์ อะไรก็ตาม มันเป็นเรื่องหรรษาศาสตร์;
แม้แต่เรื่องชวนหัว เรื่องตลกทำให้คนสบายใจ มันก็เป็นวิทยาการอันหนึ่ง
เอามารวม ๆ กันเข้า ก็เรียกว่าหรรษาศาสตร์.
นี้มันจำเป็นแก่สังคม
เพราะว่ามนุษย์จะอยู่ด้วยความบูดบึ้ง ตลอดวันตลอดคืนไม่ได้ มันจะต้องหัวเราะบ้าง;
หัวเราะนี้ มันมีประโยชน์ ทั้งทางกายและทั้งทางจิตใจ แต่ถ้ามากเกินไปแล้ว
ก็ต้องเป็นโทษ; ไม่มีอะไรที่ว่า ถ้ามากเกินไปหรือผิดสัดส่วนแล้วจะไม่เป็นโทษ.
เดี๋ยวนี้
เรามีวิทยาการทางนี้ก้าวหน้ามาก แต่แล้วก็ตกเป็นทาสของกิเลส ส่งเสริมกิเลส
ส่งเสริมความชั่วร้ายของกิเลสมาก; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพยนตร์ทั้งหลายแห่งยุคปัจจุบันนี้
คล้ายกับว่าเป็นเครื่องมือ ที่ยมบาลส่งมาแต่นรก สำหรับจับลากคอคนไปสู่นรก,
อย่างน้อยที่สุด ก็ทางจิตทางวิญญาณ.
หรรษาศาสตร์
กำลังเป็นสังคมศาสตร์ที่เชือดคอมนุษย์อย่างยิ่ง เลือดไหลแดงซู่ ๆ ไปทีเดียว;
แต่ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครมองมัน, จึงขอร้องให้ท่านทั้งหลาย พยายามระมัดระวังสิ่งที่เรียกว่าบรรเทิง
เริงรื่น สนุกสนาน หรรษาทั้งหลายนี้. มันยังผิดเรื่อง คือมันยังผิดต่อธรรมสัจจะของศีลธรรม
มันทำลายศีลธรรม มันเหยียบย่ำศีลธรรม โดยไม่รู้สึกตัว. คนก็เห็นแก่เงิน
ผู้สร้างก็เห็นแก่เงิน รัฐบาลก็มัวแต่จะเก็บภาษี; เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้
มันก็ก้าวหน้าไปถึงขนาดที่จะทำลายมนุษย์ได้ ไม่เป็นสังคมศาสตร์ ที่จะทำให้สังคมปรกติสุขได้เลย.
หมายเหตุ : ท่านพุทธทาสให้ความหมายของคำว่าสังคมศาสตร์
เอาไว้ว่า
- วิชาความรู้สำหรับสังคมจะต้องมี เพื่อว่าสังคมนี้จะตั้งอยู่ได้เป็นปรกติ
ตามความหมายของคำว่าศีลธรรม หมายความว่าศาสตร์ที่สังคมจะต้องมี ถ้าไม่มี
ก็หมายความว่าเป็นสังคมที่ตั้งอยู่ไม่ได้.๙
- ศาสตราสำหรับตัดปัญหาทุกอย่างทุกประการ ของสังคมมนุษย์เรา.๑๐
ผู้รวบรวม
ขึ้นด้านบน

๑ ธรรมสัจจสงเคราะห์, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๘.ช, เรื่อง ศาสตร์สังคมทุกชนิดย่อมมี-ธรรมสัจจะแห่งศีลธรรม, หน้า ๔๓๐๔๓๑,
เป็นการบรรยายประจำวันเสาร์ที่ลานหินโค้ง, บรรยายเมื่อ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๑๘.
๒ บรมธรรม ภาคต้น, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๙, เรื่อง บรมธรรมกับการแก้ไขสถานการณ์ในโลก, หน้า ๒๐๐๒๐๑, บรรยายเมื่อ
วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๑๒.
๓ ธรรมะเล่มน้อย, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๔๐ เรื่อง ภาวะธรรมดาแห่งชีวิตมนุษย์, หน้า ๗๑๐, การบรรยายประจำวันเสาร์
วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๖.
๔ บรมธรรมภาคปลาย, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๙.ก, เรื่อง อานาปานสติประยุกต์, หน้า ๗๘๖๗๘๙, บรรยายเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม
๒๕๑๒.
๕ สัมมัตตานุภาพ, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๔๐.ฉ, เรื่อง ความถูกต้องของความเป็นมนุษย์, หน้า ๖๖๗๐, บรรยายให้กับคณะอาจารย์
นักศึกษาและบุคคลทั่วไป เมื่อ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๒.
๖ ใครคือใคร, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๓๗.ข
เรื่อง ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด, หน้า ๓๘๘๓๘๙, บรรยายเมื่อ ๒๓ กันยายน
๒๕๒๑.
๗ เยาวชนกับศีลธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๘.ง, เรื่อง สังฆศาสตร์ สำหรับเยาวชน, หน้า ๓๓๘๓๔๒, คำบรรยายประจำวันเสาร์,
ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐.
๘ ธรรมสัจจสงเคราะห์, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๘.ช, เรื่อง ศาสตร์สังคมทุกชนิดย่อมมี-ธรรมะสัจจะแห่งศีลธรรม, หน้า ๔๕๕๔๕๙,
บรรยายที่ลานหินโค้ง ๒๑ มิถุนายน ๒๕๑๘.
๙ ธรรมสัจจสงเคราะห์, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๘.ช, หน้า ๔๑๖.
๑๐ ธรรมสัจจสงเคราะห์, ธรรมโฆษณ์
เล่มที่ ๑๘.ช, หน้า ๔๖๘.

บทความที่น่าสนใจ
> พุทธทาสภิกขุสวนโมกขพลาราม
> สรรนิพนธ์พุทธทาสภิกขุว่าด้วย
ศิลปะและสุนทรียภาพทางจิตวิญญาณ
> ภาค ๑ อัสสาทะของศิลปะ > ศิลปะโดยวิธีใด
|