|
ภาค ๑
อัสสาทะของศิลปะ
ส่วนดี คุณค่า ข้อที่น่าพึงพอใจ เสน่ห์หรือรสอร่อยยั่วยวนของศิลปะ
ศิลปะเกิดขึ้นเพื่ออะไร
พรากจิตออกจากความวุ่น ๑
วามมุ่งหมายที่แท้จริงของศิลปบริสุทธิ์นั้น หมายความว่า ต้องการจะดึงจิต
หรือพรากจิตของผู้เห็นศิลปะนั้น ออกมาจากความวุ่นด้วยตัวกู ของกู ให้มาว่าง.
เหมือนว่าเราเห็นศิลปะที่สวยงาม, ที่บริสุทธิ์นี้เราก็ลืมเรื่องวุ่นวายใจทางบ้านช่อง
ทางกิจการงานได้ เพราะศิลปะนี้ดึงดูดใจมายึดเอาไว้หมด แล้วศิลปะนั้นเองก็ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าตัวกู
ของกู ศิลปะนั้นจึงมีค่าสูงสุด มีค่าเท่ากับธรรมะ. ศิลปะคือธรรมะ ธรรมะคือศิลปะไป;
แต่ว่าเป็นธรรมะที่แสดงออกในรูปของวัตถุศิลปะ จึงน่าบูชา. แต่เดี๋ยวนี้ศิลปะเหล่านั้น
มันเปื้อนไปด้วย น้ำมันผี จากกระโหลกผีที่กล่าวแล้วนั้นไปหมด; มันกลายไปเป็นเครื่องมือของภูตผีปีศาจ
เพื่อแสดงสิ่งลามกอนาจาร. เมื่อมนุษย์ไม่มีจิตใจเป็นอิสระแก่ตัว เพราะเปื้อนไปด้วยน้ำมันผีเหล่านี้
แล้วก็สามารถอ้างอิงด้วยเหตุผลเป็นคุ้งเป็นแควทีเดียว ในการที่จะเอาสิ่งลามกอนาจารมาเป็นศิลปะ;
ศิลปะจึงมีแต่ประเภทรูปเปลือยในหมู่ชนผู้ตกอยู่ในอำนาจของภูตผีปีศาจเหล่านี้.
ทุกชิ้นล้วนแต่ให้เกิดความรู้สึกว่าตัวกู ของกู กลุ้มไปหมด แล้วก็กำลังนิยมว่ารูปเปลือยเท่านั้นเป็นศิลปะของเขา.
ศิลปะบริสุทธิ์นั้นหายไปไหน? มันหายไป ก็เพราะว่าเดี๋ยวนี้ตลาดที่ต้องการศิลปะนั้น
มันมีแต่คนที่เปื้อนไปด้วย น้ำมันผี อย่างที่กล่าวมาแล้วมอมแมมไปทั้งนั้น;
ศิลปะของโลกจึงเฮไปในทางที่ก่อให้เกิดกามราคะ หรือตัวตนที่เป็นไปในทางกามราคะ
เป็นตัวกู เป็นของกู ยิ่งขึ้นไป เป็นศิลปะทำลายโลก ไม่ใช่ศิลปะที่จะผดุงโลกนี้ให้งดงาม
อย่างนี้เป็นต้น.
ทีนี้พูดถึงภาพ
เมื่อจะเป็นภาพเขียน หรือภาพแกะสลัก ภาพปั้นอะไรก็ตาม แม้แต่ภาพวิว ภาพอะไรก็สุดแท้
ถ้าจะเป็นศิลปะบริสุทธิ์ เป็นตัวเดียวกับธรรมะแล้ว มันต้องระงับความรู้สึกยึดมั่นว่าตัวกู
ของกูได้เหมือนกัน. เมื่อเราเห็นวิวสวย ๆ อย่างนี้ เราก็ลืมความยึดมั่นว่าตัวกู
ของกู; เพลินไปด้วยวิวสวย ๆ ที่ชายทะเล ที่ภูเขา อย่างนี้ นี่มันเป็นศิลปะ
แม้จะเป็นศิลปะของธรรมชาติ; หรือเมื่อเราเอามาเขียนประดับฝาบ้าน มันก็เป็นศิลปะบริสุทธิ์ที่นำไปสู่ความว่าง.
แต่ว่าศิลปะอย่างนี้มันหมดไป ๆ ตามความที่ น้ำมันผี มันเปื้อนคนในโลกมากขึ้น.
อาตมาจะยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าที่เมืองชายทะเลสำหรับตากอากาศต่างประเทศแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงในยุโรป
: ที่ตากอากาศชายทะเลแห่งนั้น เมื่อ ๒๐ ปีก่อนเขาเขียนภาพโปสเตอร์ด้วยภาพวิว
ที่นั่นสวยที่สุด โฆษณาไปตามจังหวัดต่าง ๆ ให้ชวนคนไปตากอากาศที่นั่น เพื่อเก็บเงิน
เพื่อได้ประโยชน์. แล้วต่อมาไม่กี่ปีภาพอย่างนั้นไร้ความหมายในการโฆษณา
จึงเอาภาพชาตินิยม เช่นเรือรบที่มีชื่ออย่างเดียวกับสถานที่ตากอากาศนั้นเป็นภาพโฆษณา
อาศัยความรู้สึกตัวกู ของกูทางชาตินิยม มายั่วคนให้ไปตากอากาศที่นั่น.
ทีนี้ไม่กี่ปีต่อมาภาพเรือรบที่ปลุกความรู้สึกทางชาตินิยมก็ใช้ไม่ได้อีกแล้ว
ต้องใช้ภาพหญิงในชุด bikini เป็นฝูง ๆ ในท่าทางที่ลามกอนาจาร มาโฆษณาให้คนไปตากอากาศที่นั่น.
นี่ชั่ว ๑๕ ปีเท่านั้นมันก็เปลี่ยนแปลงมากอย่างนี้. นี่เป็นเครื่องวัดว่าจิตใจของคนเราเป็นอย่างไร
และสิ่งที่เรียกว่าศิลปะนั้น จะเป็นเครื่องสนับสนุนสันติภาพทางจิตใจ หรือทางสังคมหรือไม่
หรือสนับสนุนอะไรกันแน่.
แม้ที่สุดแต่ดนตรี
ซึ่งก็ถือว่าเป็นแขนงหนึ่งของศิลปะ; ถ้าดนตรีบริสุทธิ์ก็สามารถจะดึงดูดจิตใจให้ว่างจากตัวกู
ของกู ได้เหมือนกัน เพลินไปในทางดนตรีนั้น; แต่อย่าพึงเข้าใจว่าเป็นการบรรลุมรรค
ผล นิพพาน; แต่พึงเข้าใจว่าเป็นอุบายอันหนึ่งที่จะหยุดความรู้สึกว่า ตัวกู
ของกู อันเดือดพล่านเสียได้; โมโหใครมา ฟังดนตรีก็หาย หรือกำหนัดในทางกาม
ฟังดนตรีบริสุทธิ์อีกแบบหนึ่งก็หายกำหนัดในทางกาม อย่างนี้เป็นต้น; ดนตรีบริสุทธิ์ยังช่วยได้ในทางที่จะระงับความทุกข์
หรือความรู้สึกที่เป็นตัวกู ของกู. แต่เดี๋ยวนี้มีดนตรีประเภท Rock and
Roll หรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งแม้แต่เพียงชื่อก็ไม่น่าเอามาเอ่ยถึงเลย; มันก็เป็นดนตรีสำหรับจิตใจที่เปื้อนด้วย
น้ำมันผี อย่างที่ว่ามาแล้วนั่นเอง แทนที่จะเป็นดนตรีชนิดนำมาสู่ความเยือกเย็น
สงบจากตัวกู ของกู มันก็เร้าความร้อนในเรื่องตัวกู ของกูมากขึ้น. โลกเรามัวเมาด้วยดนตรีอย่างนี้ยิ่งขึ้นไปอีกแล้ว
ก็เป็นโลกที่เปื้อนด้วย น้ำมันผี หรือเป็นโลกของภูตผีปีศาจมากขึ้นเท่านั้นเอง.
เหมือนอย่างที่อาตมากล่าวในวันก่อนนั้นว่า ดนตรีชนิด ๘๐ % คือเพลงไทยสากลที่มีเนื้อร้องเหมาะสำหรับหญิงโสเภณีปะเหลาะผู้ชาย
หรือผู้ชายปะเหลาะโสเภณี ซึ่งส่งกันอยู่ประมาณ ๘๐% ของเพลงไทยสากลทั้งหมดนั้น
เพลงเหล่านี้ไม่ช่วยระงับความร้อนในทางยึดมั่นว่า ตัวกู ของกู แต่กลับส่งเสริม.
ถ้าเราลองไปฟังเพลงไทยแท้ ๆ แต่โบราณนั้น มันตรงกันข้าม; หรือแม้เพลงไทยโบราณนั้นบางเพลงที่พูดถึงความรัก
พูดถึงความรู้สึกระหว่างเพศอย่างนี้ ก็ยังเยือกเย็นอยู่นั่นเอง ไม่ร้อนระอุเหมือนอย่างเพลงไทยชนิด
๘๐% อย่างว่า. แล้วเรายังจะเห็นว่าแม้ในบทขับ บทร้อง ในเรื่อง เสภาขุนช้างขุนแผนบางตอน
ซึ่งพาดพิงการกระทำหรือความรู้สึกระหว่างเพศอยู่มาก แต่ก็ยังไม่ให้ผลเท่ากับเพลงชนิด
๘๐% นี่เลย. นี่คือวัฒนธรรมอันสูงส่งของพุทธบริษัทชาวไทยเราที่เคยมีมาแต่ดั้งเดิม
แล้วกำลังแปดเปื้อนไปหมด. หมายความว่า เมื่อจิตใจแปดเปื้อนไปด้วยน้ำมันผีนี้แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ถูกดัดแปลงหันเหไปหมด
จนมาสู่ความเหมาะสมแก่ความรู้สึกที่ว่าเป็นจิตใจที่เปื้อนด้วยน้ำมันผีนั่นเอง.
เราจะได้เห็นคนบางคน มัวเมา ดื่มด่ำในเพลงชนิด ๘๐% นี้ เป็นหญิงสาวชนิดที่เปิดเพลง
๘๐% เกี้ยวตัวเอง ให้วิทยุช่วยเกี้ยวตัวเอง แล้วก็สบายอกสบายใจไปด้วยความรู้สึกที่เป็น
ตัวกู ของกู เหล่านี้; แล้วจริยธรรมของโลกเรานี้ หรือของประเทศไทยเราก็ตาม
จะเป็นไปอย่างน่าชื่นใจได้อย่างไร เพราะมันแปดเปื้อนไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า
น้ำมันผี ไปเสียหมด.
ทั้งหมดที่พูดไปนี้ไม่ใช่เพื่ออะไรอื่นเลย
นอกจากเพื่อให้เข้าใจคำว่า ว่าง กับคำว่า วุ่น และให้เข้าใจว่าสิ่งต่าง
ๆ ที่แวดล้อมตัวเราอยู่ในยุคนี้มันไม่ส่งเสริมความว่างเสียเลย มันเพิ่มหนทางหรือลู่ทางที่จะวุ่นนี้มากขึ้น;
มันเพิ่มความยุ่งยากลำบากเท่าภูเขาเลากาให้แก่องค์การ หรือสถาบันที่มีหน้าที่คุ้มครองสงวนจริยธรรม
รับผิดชอบในด้านจริยธรรม เช่นกระทรวงศึกษาธิการเราเป็นต้น และมันก็ไม่พ้นใคร
ก็คือมือของครูบาอาจารย์ทั้งหลายนั่นเอง. นี่มันเป็นอุปสรรคศัตรูแก่เราอย่างไร
เราควรจะรู้จักมันไว้ในฐานะที่มันเป็นอุปสรรคศัตรูอย่างไร.
ถ้ามองดูที่วรรณคดี
ก็จะพบอย่างเดียวกันอีก. วรรณคดีที่ไพเราะอย่างบริสุทธิ์แล้ว ก็ต้องหยุดความรู้สึกเดือดพล่านของตัวกู
ของกู ลงได้. เราลองเปรียบเทียบว่า ถ้าเราอ่านวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน
กับอ่าน ปฐมสมโพธิ อย่างนี้มันต่างกันอย่างไร วรรณคดีไหนเร้าตัวกู ของกู
ให้พล่านขึ้นมา วรรณคดีไหนทำให้ตัวกู ของกู เยือกเย็น สงบลงไป; แต่แล้วใครชอบอ่านหนังสือปฐมสมโพธิยิ่งกว่าเรื่องขุนช้างขุนแผน.
หรือถ้าเปรียบอย่างเรื่อง นิราศนรินทร์ นี้มันเป็นอย่างไรบ้าง. ครูบาอาจารย์ที่เป็นสุภาพสตรียังสาวอยู่
เมื่อต้องอธิบายบทโคลงนิราศนรินทร์บางบทแล้ว ก็แทบไม่รู้ว่าจะทำหน้าทำตาอย่างไร
รู้สึกกันอยู่เต็มที่แล้ว กระมิดกระเมี้ยนอย่างนี้แล้วมันยังไม่พอ; เพราะว่าวรรณดคีชนิดนั้น
มันเร้าความรู้สึกที่เป็นตัวกู ของกู และเป็นไปทำนองกามราคะ ทั้งแก่ฝ่ายครูและฝ่ายศิษย์
มันจึงทำความร้อนเร่าระอุยุ่งยากลำบากขึ้นมา. นี่เพื่อเปรียบเทียบว่า ขณะนั้นไม่ว่างเสียแล้วทั้งครูและทั้งศิษย์;
ควรจะมีวรรณคดีชนิดที่ทำให้ว่างจากความรู้สึกว่าตัวกู หรือของกู หรือให้มันสงบเย็นลงไปอยู่เสมอได้
เราก็จะได้รับประโยชน์มากมาย โดยไม่ต้องลงทุนมาก; คือเราไม่สร้างสิ่งซึ่งเป็นอุปสรรคศัตรูของจริยธรรมขึ้นมา;
ไม่ทำให้เกิดอาการรวนเรหรือพังทลายแก่จริยธรรมขึ้นมา.
ขึ้นด้านบน
ศิลปะเพื่อสันติภาพหรือเพื่อมนุษย์
๒
นบางคนเป็นนักศิลปะเกินไป เขาก็เอาศิลปะเป็นศิลปะ.
ที่จริงศิลปะนี้ก็เป็นส่วนประกอบอันหนึ่ง,
หรือเป็นการศึกษา ชนิดหนึ่ง ที่ทำให้คนเราละเอียดลออ. พวกคนโง่ ๆ ก็คือคนไม่มีศิลปะ;
ที่พูดอย่างนี้อาจจะไม่มีใครเชื่อ, แต่ขอให้ไปสังเกตดู : ถ้าคนช่างสังเกตละเอียดลออ
คนนั้นจะไม่โง่ และคนนั้นจะมีศิลปะ. ฉะนั้นบางอย่างเราจะต้องเสียสละฝึกฝนให้เราเป็นคนละเอียดลออ
รู้จักศิลปะ พอใจในศิลปะ กระทั่งสร้างศิลปะได้ด้วยตนเองได้.
เขาจะเป็นคนเฉลียวฉลาดลึกซึ้ง สุขุมรอบคอบ มองเห็นอะไรกว่าคนธรรมดา; แม้ว่าจะมาเรียนธรรมะกัน
เรียนศาสนากัน คนที่มีจิตใจเป็นศิลปะ จะมองเห็นธรรมะลึกซึ้งกว่าคนโง่ ที่ไม่มีหัวแห่งศิลปะเสียเลย.
ก็ต้องถือว่าศิลปะนี้ก็เป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่าศิลปะที่แท้จริง
ไม่ใช่ศิลปะลามกอนาจาร ซึ่งเดินผิดทางไปแล้ว.
ถ้าเราจะทำอะไรให้งาม
ให้สวย ให้ละเอียด ให้ประณีต ให้ลึกซึ้ง เพื่อให้จิตใจดีกว่าระดับธรรมดา
ควรจะเรียกว่าศิลปะ, แล้วยังอาจจะเอามาเป็นเครื่องมือใช้สอยเพื่อประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้
อย่างโน้นได้อีก; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้ที่สุดแต่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ถ้ารู้จักใช้ศิลปะมันก็ยิ่งดี จะสำเร็จประโยชน์ได้มากกว่า.
ที่เรียกกันว่า
วิจิตรศิลป์ ก็หมายความว่าทำยาก แต่คนก็ทำได้; แต่เมื่อทำได้แล้ว ก็ไม่ทำไปในทางที่จะเป็นประโยชน์
อย่างที่เขาชอบพูดกันนักว่าศิลปะเพื่อศิลปะ; อย่างนี้อาตมาพูดว่ามันบ้า.
ถ้าศิลปะเพื่อศิลปะแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร; มันต้องเป็นศิลปะเพื่อสันติภาพหรือสันติสุขของมนุษย์.
อย่าศิลปะเพื่อศิลปะเสียอย่างเดียวตะพึดตะพือเหมือนที่ชอบพูดกันอยู่เวลานี้.
ต้องเป็นศิลปะเพื่อสันติสุข หรือสันติภาพของมนุษย์เราทุกระดับ ทุกด้าน
นั่นจึงจะเรียกว่าศิลปะ ที่ควรต้องการในหมู่มนุษย์, และโดยที่แแท้ก็เป็นการศึกษาฝึกฝนชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน.
เดี๋ยวนี้คนในโลก
ก็กำลังทำผิดในเรื่องนี้ : ทำศิลปะเพื่อศิลปะ แล้วก็เตลิดเปิดเปิงไปตามความประดิษฐ์ประดอย
จนไม่มีประโยชน์อะไร ทั้งที่มันเป็นศิลปะ. เราก็ยอมรับว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นศิลปะ;
แต่แล้วมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากทำให้คนพวกหนึ่งบ้ามากขึ้นในโลกนี้
คือ บ้าศิลปะชนิดที่ไม่เป็นประโยชน์แก่สันติภาพนั่นเอง.
ขึ้นด้านบน
ความมุ่งหมายของดนตรี ๓
รื่องร้องเพลง นี้ ถ้าเราศึกษาดูตามประวัติศาสตร์ของมนุษย์เรา เดิมเขามุ่งหมายที่จะให้ได้รับอารมณ์ที่เยือกเย็นเป็นความสงบ;
ฉะนั้นจึงมีร้องเพลงกันแต่ในทางศาสนา หรืออย่างที่เรียกกันว่าในโบสถ์มาก่อน;
เป็นการร้องทำนองร้องเพลงนี้เพื่อให้คนลืมอารมณ์ที่กลัดกลุ้ม มาแต่บ้านเสีย.
พอเข้าไปในโบสถ์แล้วก็เปลี่ยนจิตใจเป็นอารมณ์ที่เย็น หรืออย่างน้อยก็ที่ปกติ
เพื่อที่จะคิดนึกในทางธรรมะ; นี้คือ ความมุ่งหมายทีแรกและสำคัญที่สุด.
ทีนี้ ต่อมา
มนุษย์ก็ยังใช้การร้องเพลงนี้ เพื่อปิดกลบอารมณ์ ที่เป็นทุกข์ที่เร่าร้อน
ที่กระวนกระวาย; พอเราร้องเพลงแล้ว จิตใจที่กระวนกระวายระส่ำระสายเร่าร้อนนั้นเปลี่ยนเป็นปกติได้;
นี้ก็ยังประพฤติปฏิบัติกันอยู่.
ต่อมา วิวัฒนาการอันนี้เลยเถิด
จนกลายเป็นว่า เรื่องร้องเพลงนี้เป็นเรื่องกระตุ้นกิเลสที่ควรจะสงบให้ฟุ้งซ่านให้ยิ่ง
ๆ ขึ้นไป; เพราะว่าคนสมัยหลังนี้นิยมความมีกิเลส, นิยมต้องการจะใช้กำลังของกิเลสให้มาก;
ฉะนั้นเพลงนี้จึงเปลี่ยนความมุ่งหมาย เป็นกระตุ้นเรื่องของกิเลสไป.
ขึ้นด้านบน
ศิลปะนำไปสู่ความไม่เห็นแก่ตัว
๔
างทีเราจะต้องนึกสูงไปถึงสิ่งที่เรียกว่า วรรณกรรม และศิลปกรรม เพราะว่าเป็นสิ่งที่ใคร
ๆ ก็ ยกย่องบูชา เทิดทูน อวดโอ้กันนัก. วรรณกรรมและศิลปกรรมนี้ของมนุษย์เราเคยมีมาอย่างไร
และเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไรลองกวาดสายตาดูไปให้ลึก ให้ไกล นับตั้งแต่ยุคพุทธกาลมาเลย
จนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้. วรรณกรรมหรือศิลปกรรมก็ตาม ล้วนแต่มุ่งหมายความงามที่บริสุทธิ์;
วรรณกรรมก็มุ่งหมายความงามของทางวรรณคดี สามารถที่จะจับจิตใจของคนให้ลืมความเห็นแก่ตัวเสียได้อย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง;
ศิลปกรรมก็เหมือนกัน ความงามนั้นมุ่งหมายจะให้จับใจคน
จนถึงกับลืมความเห็นแก่ตัวตนเสียได้ จูงใจบุคคลไปได้ ไปในทางที่จะให้สูงขึ้น.
ถ้าสูงขึ้นก็หมายว่าไม่เห็นแก่ตัว คือละ selfishness เสียได้ตามควร. แต่ต่อมาวรรณกรรมหรือศิลปกรรมเหล่านี้
ถูกลูบคลำด้วยมือของปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนัง บิดผันวรรณกรรม หรือศิลปกรรมนั้น
ลงไปเป็นเครื่องมือของภูตผีปีศาจไป; ใช้บรรยายหรือพรรณา หรือแสดงสิ่งที่เป็นเหยื่อของกามารมณ์จนสูญเสียความหมายของวรรณกรรม
หรือศิลปกรรมที่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังหลงพอใจกันอยู่นัก. ขอให้กวาดสายตามองดูโดยละเอียดในเรื่องนี้เอาเอง
อาตมาไม่มีเวลาพอที่จะแจกรายละเอียดไปทุกเรื่อง ทุกราย.
สิ่งที่น่ากลัวที่สุด
ก็คือดนตรีและเพลง. ดนตรีนั้นถ้าเป็นดนตรีบริสุทธิ์ ก็ยังสามารถทำให้จิตใจว่างจากความยึดถือว่า
ตัวกูหรือของกูอยู่; แต่ถ้าเป็นดนตรีสกปรก ก็ต้องปลูกความรู้สึกที่เห็นแก่
ตัวกูและของกู ยิ่งขึ้นไป. เพลงไทยโบราณนั้น, ต้องใช้คำว่าโบราณด้วย, เกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์อย่างไร
ครูบาอาจารย์ก็รู้ดี; ลีลาอย่างไร, เกิด reaction แก่จิตอย่างไร ก็รู้กันดี;
ทำให้เกิดความนิ่มนวลอ่อนช้อยแก่ลักษณะเฉพาะ หรือกิริยามารยาทของคนไทย
และหล่อเลี้ยงลักษณะอันนี้ไว้อย่างไร ก็รู้กันดี. ที่นี้ก็มาถึงยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ
เกิดเป็นเพลงไทยครึ่งชาติขึ้นมา ที่เรียกกันว่า เพลงไทยสากล หรืออะไรทำนองนี้
ก็เลยเปลี่ยนไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง. ดนตรีไทยเดิม หรือเพลงไทยเดิมอันบริสุทธิ์ของเรานั้น
โอกาสไม่เปิดให้ใส่คำพูดโสกโดกหยาบโลนลงไปได้ เพราะถือเอาความไพเราะที่ถ้อยคำอันไพเราะ
และลีลาของดนตรีบริสุทธิ์ที่ไพเราะ. ดนตรีใหม่ ๆ เกิดขึ้น เพราะต้องการจะหาโอกาสแทรกคำหยาบโลน
โสกโดก และทำนองความเร่าร้อน รุนแรง รวดเร็วของปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนังลงไป
มันจึงเกิดระบบใหม่นี้ขึ้นมาเป็นเพลงชนิดที่เปิดโอกาสให้ใส่คำโสกโดก ดนตรีเร่าร้อน
เป็นเหยื่อแห่งกิเลสลงไป. คนเป็นปุถุชนมากขึ้นทุกที เห็นดีเห็นชอบ เห็นงามตามกันไปทั้งโลก
จึงเกิดดนตรีหรือเพลงแบบนี้ขึ้น. วัดความพอใจในเรื่องนี้ได้ ตรงที่สถานีวิทยุกี่สิบแห่งก็ตาม
ส่งเพลงพวกนี้มากที่สุด. บรรดาเพลงพวกที่ส่งไปนั้น ๘๐ % เป็นสำนวนที่เหมาะที่สุดสำหรับหญิงโสเภณีใช้ปะเหลาะผู้ชาย
หรือผู้ชายปะเหลาะโสเภณีก็ได้ ไม่มีความหมายอะไรมากกว่านั้น. มันจะเป็นอย่างไร
ในเมื่อบรรยากาศของเมืองไทยกลุ้มไปด้วยเพลงเหล่านี้. เราจะรู้สึกอย่างไรบ้างในการที่จะมีหน้าที่ต่อต้านการพังทลาย
หรือรวนเรของจริยธรรม. ถ้าจะให้ดีก็ลองเปิดวิทยุก่อนถึงเวลาจริง ๆ ที่เขาเตรียมการส่งนั้น
เขาเปิดเพลงอะไรกันโดยมาก ยิ่งจะพบดีกว่าในโปรแกรมที่เขากำลังส่งกันอยู่อีก.
นี้มันแสดงจิตใจของผู้ควบคุมการส่งวิทยุหรือผู้จัดโปรแกรมวิทยุ แล้วคนเหล่านี้จะจัดโปรแกรมของวิทยุออกไปอย่างไร.
ขอให้ทำสถิติสถานีส่งวิทยุและเรื่องที่ส่ง แล้วค้นให้พบว่าบทความ หรืออะไรที่ส่งเพื่อทะนุถนอมจริยธรรมของเรานั้นมีกี่เปอร์เซนต์;
แล้วสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นบทความ ดนตรี และบทเพลง ที่เป็นอุปสรรค ศัตรู สร้างความรวนเรให้แก่จริยธรรมของเรานี้
มีกี่เปอร์เซนต์. เด็กขนาดนิสิตมหาวิทยาลัยที่อาตมาเห็นเองด้วยตาตนเองนี้
นั่งทำการบ้าน ก็ยังต้องเปิดเพลงประเภทนี้ฟังอยู้ด้วยแล้วก็ทำการบ้านไปพลาง
แล้วผลมันจะได้อย่างไร ครูบาอาจารย์ลองคิดดู. จะเป็นเด็กประเภทนี้เสียเองละกระมัง
ที่ก่อสิ่งที่ไม่งดงามขึ้นในมหาวิทยาลัยนั่น นี่ โน่น เป็นต้น. สถานีวิทยุของกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นอย่างไรนั้น
ท่านครูบาอาจารย์ก็คงทราบดี. ถ้ามีเพลงแบบที่ว่านี้ด้วยแล้ว ก็สุดวิสัยที่จะทนได้;
ถ้ามีเมื่อไรก็ช่วยส่งข่าวให้อาตมาทราบบ้าง เพราะว่าอยู่ที่โน่นรับไม่ค่อยจะได้
บางวันก็รับได้ บางวันก็รับไม่ได้. ถ้าสถานีวิทยุศึกษาทำเช่นนี้แล้ว อาตมาก็จะทำสักอย่างหนึ่ง
จะชักชวนทายก ทายิกา ภิกษุ สามเณร ทำสักอย่างเพื่อต่อต้าน. ท่านทั้งหลายคงคิดว่าเดินขบวนละกระมัง;
นั้นมันเป็นไปไม่ได้ที่ทายก ทายิกา จะเดินขบวน; แต่มีวิธีประพฤติกระทำกันอยู่
ก็คือชักชวนกันมามาก ๆ หุงข้าวแล้วใส่บาตร อุทิศส่วนกุศลให้แก่จริยธรรมที่ตายไปแล้ว;
จะชวนกันทำอย่างนี้เพราะว่าไม่มีทางที่จะทำอย่างอื่นได้. มันช่วยไม่ได้.
ดังนั้นเราเห็นได้ว่า บทเพลงและดนตรีประเภทนี้ ได้กลายเป็นเครื่องมือของภูตผีปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนัง
สำหรับผูกพันหัวใจลูกหลานตาดำ ๆ ของเรา แล้วพาจูงไปสู่ความพังทลายของจริยธรรม
เป็นที่น่าสลดสังเวชในความเสื่อมเสีย และหายนะอย่างยิ่ง.
ขึ้นด้านบน
ศิลปะกับการส่งเสริมบรมธรรม ๕
ลปวัตถุ วรรณคดี จิตรกรรม สถาปัตยกรรม โบสถ์ วิหาร อันสวยงาม หรืออะไรต่าง
ๆ นี้ ผมก็ถือว่าเป็นสื่อมวลชน ทำชาวต่างประเทศให้สนใจเมืองไทยได้; ที่ลึกกว่านั้นก็คือ
มันดึงใจคนไปได้แนวใดแนวหนึ่ง ตามที่สิ่งนั้นมันมี. ทีนี้ ถ้ามันเป็นไปถูกทาง
มันก็ส่งเสริมบรมธรรมอย่างยิ่ง แต่บัดนี้สิ่งที่เรียกว่าศิลปะนั้น
ไม่ไหวแล้ว ศิลปะสมัยใหม่นี้ทำให้เวียนหัว อย่างดีที่สุดเพียงทำให้เวียนหัว
แล้วก็ไม่มีที่ส่งเสริมบรมธรรม มีแต่เอาลามกอนาจารมาแฝงไว้ในชื่อของศิลปะเป็นส่วนใหญ่ส่วนมาก;
ทีนี้ถ้าไม่เกี่ยวมาทางลามกอนาจารก็เป็นเรื่องที่บ้าคลั่งในเรื่องความคิดฝัน
ซึ่งทำให้เสียเวลาเปล่า ๆ ไม่ทำให้เกิดความสงบสุข.
ทีนี้ วรรณคดี
ดึงดูดคนได้มาก มันก็เปลี่ยนรูปไปในทางวัตถุนิยมมากขึ้น ไม่ช่วยบรมธรรม
กลายเป็นยาเสพติดที่ดึงขาคนไว้ไม่ให้ไปสนใจในบรมธรรมมากกว่า. สิ่งที่เรียกว่า
จิตรกรรมอย่างสมัยโบราณ ที่ส่งเสริมความสงบ ทางจิต ทางวิญญาณถูกประณามว่าครึคระบ้าบอ
ไม่มีโอกาสมาแสดง มาอะไรกับเขาได้. ส่วนจิตรกรรมชนิดที่ทำให้คนเวียนหัว
กำลังก้าวหน้ารุ่งโรจน์. สื่อมวลชนทั้งหมดนี้ ไม่ส่งเสริมบรมธรรม.
ขึ้นด้านบน

๑ พุทธิกจริยธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๘, เรื่อง จุดหมายปลายทางของจริยธรรม, หน้า ๑๖๑๑๖๔, แสดงให้กับคณะครู เมื่อ
๑๕ มกราคม ๒๕๐๕.
๒ อริยศีลธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๘.ค, เรื่อง การรื้อฟื้นปรับปรุงและส่งเสริมศีลธรรม หน้า ๒๙๒๒๙๔, เป็นการบรรยายประจำวันเสาว์
วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๑๗.
๓ ค่ายธรรมบุตร, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๓๗, เรื่อง การเต้นรำทำเพลง และการหัวเราะ, หน้า ๔๑ บรรยาย อบรมลูกเสือ
และ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ เมื่อ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๐๙.
๔ พุทธิกจริยธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๘, เรื่อง อุปสรรค, ศัตรู, ความรวนเร และความพังทลายของจริยธรรม, หน้า
๗๒๗๔, แสดงกับคณะครู เมื่อ ๑๐ มกราคม ๒๕๐๕.
๕ บรมธรรมภาคต้น, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๙, เรื่อง
บรมธรรม กับสื่อมวลชน, หน้า ๒๒๐๒๒๑, บรรยายเมื่อ ๑๘ เมษายน ๒๕๑๒.

บทความที่น่าสนใจ
> พุทธทาสภิกขุสวนโมกขพลาราม
> สรรนิพนธ์พุทธทาสภิกขุว่าด้วย
ศิลปะและสุนทรียภาพทางจิตวิญญาณ
> ภาค ๑ อัสสาทะของศิลปะ > ศิลปะเกิดขึ้นเพื่ออะไร
|