||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส บทความที่น่าสนใจ
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ภาค ๑

อัสสาทะของศิลปะ
ส่วนดี คุณค่า ข้อที่น่าพึงพอใจ เสน่ห์หรือรสอร่อยยั่วยวนของศิลปะ

 

ศิลปะเกิดจากอะไร

 

สัญชาตญาณแห่งการได้รับการบำเรอ.
(กิจกรรมทางศิลปะ เช่น ดนตรี เกิดขึ้นจากสัญชาตญาณที่ต้องการได้รับการบำเรอ)

สั  

ญชาตญาณแห่งการต้องการให้ได้รับความบำเรอ คือต้องการให้ผู้อื่นบำเรอนั่นแหละ เด็ก ๆ มันก็เริ่มรู้สึกที่ให้ผู้อื่นช่วย, ให้ผู้อื่นให้ความสะดวก, ให้ผู้อื่นให้ความสบายมากขึ้น จากพ่อแม่ต้องการได้รับการบำเรอจากพ่อแม่, มันมาจากสัญชาตญาณแห่งการต้องการรับการบำเรอยิ่ง ๆ ขึ้นไป. การขับกล่อมการเลี้ยงดู การอะไรก็ตาม ที่ให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นไป. การขับกล่อมการเลี้ยงดู การอะไรก็ตามที่ให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตามความรู้สึกของสัญชาตญาณ, ทางกายให้ได้รับการบำเรอ ให้แต่งเนื้อ แต่งตัวดี, ให้ลูบไล้ลูบคลำให้ประคบประหงม. ทางจิตก็ส่งเสริมความรู้สึกชนิดที่เพลิดเพลินทางจิต, ทางวิญญาณก็ให้มีสติปัญญาชนิดที่จะหาความเพลิดเพลินให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป.

          สัญชาตญาณแห่งการต้องการให้บำเรอนี้ มันมีอยู่ส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ต้องการอาหาร, ต้องการอาหารที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ไม่เกี่ยวการบำเรอ. แต่นี้มันยังมีอะไรอีกบางอย่างที่กินเข้าไป ลูบทาอะไรก็ได้ เพื่อการบำเรอ, แม้ที่สุดแต่การนั่งเล่นไพ่ของคนชอบเล่นไพ่ได้ทั้งวันทั้งคืน; นั่นมันเป็นสัญชาตญาณของการต้องการบำเรอ, จิตมันต้องการบำเรอ, การเล่นไพ่มันสนุกเป็นการบำเรอ, บำเรอจิตจิตมันก็พอใจคนมันก็เลยนั่งเล่นไพ่ได้ตลอดคืน. อบายมุขทั้งหลายก็เหมือนกันอบายมุขทั้งหลายมัน มีส่วนแห่งการบำเรอ, แม้แต่ของเมา พอดื่มเข้าไป สูบเข้าไปอะไรเข้าไป ความรู้สึกเมานั้นเป็นการบำเรอ ความรู้สึกของจิต, ไม่กี่ครั้งมันก็ติดแน่นเหนียว เหนียวแน่น เป็นติดยาเสพติด หรือสิ่งเสพติด, มันมาจากสัญชาตญาณที่ต้องการการบำเรอ; ถึงเราเองก็เหมือนกันไม่ถึงขนาดนั้นแหละแต่ต้องการได้ฟังสิ่งที่ไพเราะ, ต้องการฟังคำสรรเสริญมากกว่าคำด่า. มันต้องการบำเรอ, ต้องการการร้องเพลงบำเรอกิจกรรมทางเพลงทางดนตรีทางเต้นรำอะไร มันก็เกิดขึ้น ๆ ๆ ๆ เต็มไปหมดในโลก; เพราะว่าสัตว์แต่ละตนมันมีสัญชาตญาณแห่งการต้องการการบำเรอมันก็เลยหาเงินหาอะไรมาซื้อหาการบำเรอ. แต่โดยเหตุที่ว่ามันไม่ได้จำเป็นแก่ชีวิตของผู้มีสติปัญญาท่านจึงไม่จัดไว้ในปัจจัยทั้ง ๔ ที่จำเป็น คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย หยูกยา.

          แต่ที่จริง บำเรอนี้ก็เป็นปัจจัยอันหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้; กล้าพูดอย่างนี้ว่าถ้าไม่มีส่วนที่เป็นการบำเรอเสียเลยนี้ คนอาจจะเป็นบ้า หรืออยู่ด้วยความทนทรมาน. ฉะนั้นเราจึงหาวิธีบำเรอจิตใจ ให้ได้รับการบำเรอ แต่ไม่มีอันตราย, ให้มีถูกทาง. ฉะนั้นโรงมหรสพทางวิญญาณนี้จึงเกิดขึ้น โรงมหรสพทางวิญญาณนี้จึงเกิดขึ้น เพื่อคนจะได้ใช้อาศัยให้เกิดความบำเรอในทางจิตใจ, แทนที่จะไปที่โรงหนังที่ตลาด ก็มาที่โรงหนังที่นี่, ก็เพื่อความบำเรออย่างเดียวกัน, แต่มีผลคนละอย่างเพราะรู้ดีว่าสัตว์ทั้งหลายที่มีชีวิตนี้ต้องการการบำเรอ. เขาพิสูจน์ว่า แม้แต่ม้านี้มันก็ต้องการการบำเรอ ต้องการฟังเพลงที่กระตุ้น, ฟังเพลงแล้วมันก็เต้นรำได้ ม้าน่ะ; ยิ่งไปกว่านั้นก็ว่าต้นข้าวในนานั้นก็ต้องการการบำเรอ ว่าในประเทศอินเดียเคยพิสูจน์ทดลองกันถึงเปิดเพลงไพเราะให้ต้นข้าวที่กำลังตั้งท้องฟัง, แล้วข้าวออกรวงมากกว่าธรรมดา พิสูจน์ได้ทุกทีว่าต้นข้าวก็อยากจะฟังเพลง.

          แล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ยังมีว่าต้นไม้มีความรู้สึกที่เป็นการบำเรอตน เอาต้นถั่วมาปลูกเข้า ๒ พวก ในกระถาง, แล้วให้นักเรียนพวกหนึ่งไปด่าต้นถั่วกระถางหนึ่งทุกวัน ๆ. แล้วให้นักเรียนอีกพวกหนึ่งมาสวดสรรเสริญเยินยอต้นถั่วอีกกระถางหนึ่งทุกวัน, ไม่เท่าไรกระถางนั้นตาย, กระถางนี้งาม. พิสูจน์กันถึงอย่างนี้, มันก็เป็นเรื่องที่อ่านมาในหนังสือข่าววิทยาศาสตร์ว่าอะไร ๆ มันก็ชอบสิ่งประเล้าประโลมใจทั้งนั้น. ฉะนั้นเอาธรรมะมาประเล้าประโลมใจ ชดเชยสัญชาตญาณแห่งการต้องการการบำเรอด้วยเรื่องของอวิชชาด้วยเรื่องของกิเลสตัณหา.

ขึ้นด้านบน

วัฒนธรรมกับศิลปะ
(ศาสนาเป็นรากเหง้าของศิลปะและวัฒนธรรม)

ที่  

ประเทศอินเดียในราวเดือนพฤศจิกายน ผมไปเห็นด้วยตนเอง เขามีพิธีตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่น่าสนใจ มีความหมายลึกซึ้งที่สุด แต่มันกลายเป็นเรื่องสนุกสนานสำหรับคนชาวบ้านไปเสีย; เป็นอย่างนั้นเหมือนกับพิธีแห่พระของเรา เขาเรียกว่า ทุรคา สำหรับบูชา. ทุกหมู่บ้านไปเอาดินมาปั้นเป็นรูป ทุรคา คือเทพเจ้าที่สูงสุดในทางความดี แล้วก็ประดับประดาเสียสวยงาม ให้ยืมแก้วแหวนเงินแหวนทองของใครก็ตามไม่หวง เอามาประดับรูปทุรคา ตั้งไว้ในโรงที่ทำขึ้นเฉพาะพิเศษ, ประโคมดนตรี สวดบทสรรเสริญอะไรกันตลอดวันตลอดคืน. รูปตัวทุรคานั้นก็เป็นรูปผู้หญิง หรือจะเป็นผู้ชายก็ไม่ทราบแต่ผมดูเป็นผู้หญิง ถือดาบถืออาวุธแล้วก็ฆ่าหรือฟันหรือแทงอสูรรูปควาย ควายตัวดำที่ถูกเหยียบถูกฆ่าถูกแทงนั้น เป็นอสูรที่ร้ายมาก, ร้ายถึงที่สุด ความเลวทรามหรือความบาป เรียกอะไรอสูรก็จำชื่อไม่ค่อยได้. เขาสมโภชอยู่ ๒ วัน ๓ วัน อย่างสุดเหวี่ยงที่เขาจะกระทำกันได้, พอถึงวันสุดท้ายก็แห่รูปทุรคา นี้ทิ้งลงไปในแม่น้ำ ให้ละลายกลายเป็นดินไปตามเดิมไหลไปในแม่น้ำ.

          ถ้าดูกันในทางความหมายลึกซึ้ง ก็คือว่า มันย้ำในข้อที่ว่า “ความดีจะต้องชนะความชั่ว” เสมอ. ทุรคาเป็นสัญลักษณ์ของความดี, อสูรของความชั่ว, และมันไม่มีทางจะสู้กันได้. เขาทำหน้าตาสวยเหมือนผู้หญิง มันคงจะหมายถึงความงามของธรรมะของความดี ได้ผลในทางจิตใจ ให้คนมันไม่ลืมความดี; แล้วยังมีผลพลอยได้อีกมากมาย เพราะประดับประดาสวยมาก แล้วทำให้เวลาอันสั้นไม่กี่ชั่วโมง; นั้นก็คือแง่ของศิลป ของวัฒนธรรม. มีคนสามารถปั้นรูปตัวทุรคาอย่างสวยงาม ใหญ่เท่าคน ใหญ่กว่าคน เสร็จในไม่กี่ชั่วโมง เขาต้องเก่งมาก; ถ้าไม่มีประเพณีนี้มันก็ไม่มีฝีมือถึงขนาดนี้.

          เรื่องทางศาสนานี้มันไม่ใช่มีเฉพาะธรรมะ มันช่วยไปหมด, ในเรื่องศิลปเรื่องทุกอย่างทุกประการ. แต่หัวใจมันอยู่ที่ธรรมะ โดยไม่รู้สึกตัว ก็มีคนในหมู่บ้านนั้นสามารถจะปั้นรูปตัวทุรคา ได้มากคน ประดับได้สวยงาม, มีดนตรีที่ไพเราะ, สวดบทที่เป็นคำสั่งสอนกันตลอดคืน มันก็ดี; ยึดหน่วงน้ำใจคนไว้ได้อย่างนี้ ประเพณีนั้นยังมีความหมาย.

          เดี๋ยวนี้มันไม่ทำจริงมันทำแต่สนุกสนาน ก็ค่อย ๆ ไร้ความหมาย กลายเป็นเล่นหัว เหมือนกับเล่นอย่างสงกรานต์ รดน้ำอย่างเมืองไทยนี้ มันสูญเสียความหมายไปหมดแล้ว, ไม่ใช่เรื่องสร้างเมตตา กรุณา สร้างความสามัคคีอะไร, มันเป็นเรื่องกิจการทะเลาะวิวาทแล้ว, ออกจะเลยเถิดไปแล้ว ที่ว่าขนบธรรมเนียมประเพณีมันจำเป็นที่สุดสำหรับมนุษย์ ที่ยังไม่มีความเต็มแห่งมนุษย์.

ขึ้นด้านบน

ภูมิของจิต ๑
(จิตของมนุษย์นั้น ตามหลักของพุทธศาสนาแบ่งออกเป็น ๔ ชั้น คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพและ โลกุตตรภพ, การที่มนุษย์จะเลื่อนชั้นของตนไปสู่ภพภูมิที่สูงได้นั้น ขึ้นอยู่กับศักยภาพและความพากเพียรของผู้นั้น, สำหรับผู้ที่หลงใหลในศิลปะนั้น จัดอยู่ในจำพวกที่ แสวงหาความสุขจากสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับกาม ซึ่งคล้ายกับพวกฤๅษีมุณีแสวงหาความสุขจากฌาณ, แต่มีความละเอียดประณีตต่างกันมาก. เมื่อสภาพจิตของผู้ใฝ่ศิลปะ ต้องการสิ่งที่ละเอียดประณีตกว่ากาม หรือ สิ่งที่ละเอียดประณีตนั้นดึงดูดจิตของเขาจนไม่สนใจเรื่องเกี่ยวกับกาม, พวกเขาจึงเสพและพยายามสร้างสรรค์ศิลปะแขนงต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการทางจิตของเขาเหล่านั้น, การที่ผู้ใฝ่ศิลปะเหล่านั้น จะเสพสุขอันประณีตจากศิลปะมากน้อยเนิ่นนานเพียงใด ขึ้นอยู่กับเขาเหล่านั้นจะลงลึกในศิลปะมากน้อยเพียงใดด้วย, เพราะมีไม่น้อยที่ศิลปินไป ๆ มา ๆ ระหว่างรูปภพกับกามภพ —ผู้รวบรวม)

 

ราจะพูดเรื่องภูมิของจิตให้เป็นหลักเสียก่อน แล้วจะได้เข้าใจอื่น ๆ ได้ง่าย. พวกกามาวจรภูมิ หรือความหมายของกามาวจรภูมิ นี้หมายถึงจิตมันยังพอใจอยู่เป็นปรกติวิสัย ในสิ่งที่เรียกว่า กาม หรือกามารมณ์, มันยังมีความพอใจเป็นปรกติวิสัยอยู่ในส่วนนี้. พวกรูปาวจรภูมิ จิตก็เห็นเรื่องกาม เรื่องกามารมณ์นั้นเป็นของรบกวน. เขาอยากจะอยู่โดยไม่มีความรบกวนของกามารมณ์ ก็หันไปหาสิ่งที่เป็นรูปธรรมบริสุทธิ์จนได้ความสุข ที่เกิดมาจากรูปธรรมบริสุทธิ์, นับตั้งแต่จะไปสนใจอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่กามารมณ์ เช่นศิลปวัตถุ เช่นธรรมชาติอันสวยงาม. ผมอยากจะพูดว่า แม้แต่คนที่หลงเล่นสัตว์เลี้ยง เล่นต้นไม้ ที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ก็ยังมี, แล้วพอใจจนไม่ไปยุ่งกับเรื่องกามารมณ์; นี่จิตใจมันเลื่อนไปอีกภูมิหนึ่ง.

          พวกถัดไปก็เห็นว่า เรื่องรูปนี้ มันก็ยังลำบากยุ่งยาก; หันไปนึกถึงเรื่องที่ไม่มีรูป สิ่งที่ไม่มีรูป เรื่องอากาศ เรื่องวิญญาณ เรื่องความไม่มีอะไร, นี่มุ่งหมายอย่างนี้. ในหลักเขาระบุอากาศ วิญญาณ ความไม่มีอะไร, กระทั่งความที่มีจิตใจเหมือนกับว่า ตายแล้วก็ได้ คือไม่มีความรู้สึกอะไร. แต่ความรู้สึกว่า ตัวกู ตัวฉัน ที่ต้องการความสุขนี้ ยังมีอยู่; นี้ก็ไปไกลโขอยู่. สนใจเรื่องอากาศในฐานะเป็นความว่าง, สนใจเรื่องจิต เรื่องวิญญาณ เรื่องนามธรรม ในฐานะเป็นสิ่งที่ละเอียด ประณีต, สนใจในความไม่มีอะไร ไม่สนใจในอะไร แล้วก็ไปสนใจในความไม่มีอะไรนั้น เอามาเป็นอารมณ์ของจิต, ให้จิตนั้นหมกมุ่นหรือทำความรู้สึกอยู่แต่ในความไม่มีอะไร จนได้ความสุขเกิดขึ้นมา จากสิ่งที่ไม่ใช่รูป เหล่านี้ เขาก็เรียกว่าเป็นภูมิอรูปาวจร = อรูป + อวจร. อวจร–- แปลว่า เที่ยว หรือเที่ยวลงไป, ลงไปเที่ยวอยู่ในนั้น, ลงไปเที่ยวอยู่ในสิ่งที่เป็นอรูป หรือไม่มีรูป.

          ทั้งสามอย่างนี้เป็นโลก เป็นวัตถุสำหรับรู้สึก และมันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง. คำว่า “โลก” นี้แปลว่าสิ่งที่มีการแตกดับ; หรือบางทีก็เรียกว่าโลกิยะ เพราะมันเนื่องกันอยู่กับโลก. โลก ก็แปลว่าโลก, โลกิยะก็แปลว่าเนื่องกันอยู่กับโลก. ส่วนโลกุตตรภูมินั้น ก็เป็นจิตใจที่เป็นไปในทาง ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู ยิ่งขึ้นไป ๆ จนไม่มีตัวตนเลย ไม่มีความรู้สึกว่า มีฉัน มีตัวตนเหลือ. ส่วน ๓ ภูมิข้างต้นนั้น มันเข้มข้นอยู่ด้วยตัวตน มีตัวตนที่เข้มข้น, ฉันจะหาความสุขอย่างนั้น ฉันจะหาความสุขอย่างนี้ นี่มันล้วนแต่มีตัวตนเข้มข้น; ส่วนโลกุตตรภูมินั้น ตัวตนมันเริ่มจางไป ในลักษณะที่แน่นอนว่า จะต้องสิ้นไป หมดไปโดยแน่นอน; นี้ก็เป็นเรื่องโลกุตตรภูมิ.

ขึ้นด้านบน

ภูมิของจิต ๒

กิ  

เลสชื่อรูปราคะนี้สำหรับคนธรรมดาเรา ถ้าจะเทียบเคียงให้เกิดความเข้าใจได้บ้างก็พอจะเปรียบเทียบได้ เช่นในบางขณะบางโอกาสเราไปสู่ที่ร่มรื่นเยือกเย็นสบายดี อากาศดีมีวิวสวยอยู่รอบด้าน ความเย็นใจพอใจอยู่ในขณะนั้นเป็นรสเป็นชาติอย่างยิ่ง ยากที่ใคร ๆ จะเลิกละสภาพเช่นนั้นในขณะนั้นเสียได้ง่าย ๆ จึงอยากจะนั่งชมวิวอยู่อย่างนั้นต่อไป ไม่อยากลุกไปทำอะไรอย่างอื่น. ความพอใจชนิดนี้ไม่เกี่ยวกับกาม คือไม่มีเรื่องของกามมาเกี่ยวข้องเลย เป็นความสงบเงียบตามธรรมชาติฝ่ายรูปธรรมที่บริสุทธิ์ และจัดเป็นความสงบเย็นชนิดหนึ่งเหมือนกัน. ความพอใจในวัตถุศิลปะชนิดที่ไม่เกี่ยวกับกาม, การติดใจในต้นไม้ดัด เครื่องลายครามเป็นต้น ก็พอจะสงเคราะห์เข้าได้ในกิเลสตัวนี้ในกรณีที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อกาม หรือเพื่อเงิน แต่เป็นไปโดยวิญญาณแห่งศิลปินแท้. แต่สำหรับรูปฌานที่ให้เกิดความสงบนั้น มันยิ่งกว่านั้นมาก ฉะนั้นจึงเป็นที่ผูกพันหลงใหลมากกว่าความสุขที่เราไปนั่งเล่นสงบ ๆ ตามธรรมดาที่เราเป็นกันได้ง่าย ๆ โดยมาก. ที่เทียบเคียงนี้ก็เพื่อให้เห็นว่ามันเป็นของที่ไม่เล็กน้อยเลย.

ขึ้นด้านบน

ภพภูมิของจิต ๓

 

ทียบดูความคิดว่า คนหนึ่งมีทั้งวัฏฏ์และนิพพาน.

          ทีนี้มาเปรียบเทียบกันดู กับที่เราพูดวันก่อน ว่าในคน คนหนึ่งมีทั้งสังสารวัฏฏ์และนิพพาน ลองเปรียบเทียบกันดูเถอะ จะเห็นว่า เรายังพูดไปไกลกว่า เพราะว่าทั้งสวรรค์และทั้งมนุษย์นั้นเป็นสังสารวัฏฏ์, เป็นวัฏฏสงสาร ทั้งสวรรค์และทั้งมนุษย์. ที่ว่าทั้ง ๒ อย่างนั้นเป็นเพียงวัฏฏสงสาร ยังไม่มีนิพพาน, ยังไม่ได้พูดถึงนิพพาน. นี้เราพูดว่า ทั้งสังสารวัฏฏ์และทั้งนิพพาน อยู่ในคน ๆ หนึ่ง นี้หมายความว่า เรามีขอบเขตที่กว้างออกไปกว่า ให้มองดูกันไกลว่า กว้างกว่า ลึกกว่า, นรกหรือมนุษย์หรือสวรรค์หรืออะไรนี้ มันเป็นสังสารวัฏฏ์ทั้งนั้น อยู่ในคน ๆ เดียว คน ๆ หนึ่งเป็นได้ทุกอย่าง. บางขณะ เป็นความหยุด เป็นความสงบ หรือเป็นนิพพานซ่อนอยู่ในนั้น, เรามองได้ลึกกว่า, มองได้ละเอียดกว่า. ฉะนั้นจึงมองอย่างที่ว่าเมื่อวันก่อน จะเห็นว่า คน ๆ เดียวบางเวลาเป็นสังสารวัฏฏ์, บางเวลาก็เป็นนิพพาน.

          ความคิดมันพลุ่งขึ้นไปพักหนึ่ง เดี๋ยวมันเกิดหยุด มันก็บ้า, แล้วหายบ้า มันก็หยุด เดี๋ยวมันบ้าอีก พลุ่งขึ้นไปอีก, เดี๋ยวมันก็หยุดอีก. ลักษณะอย่างนี้ตรงกับภาพเขียน ขลุ่ยกลับมากอไผ่ มันไม่มีที่ไปไหนดอก มันต้องกลับไปหาสภาพเดิมของมัน. เสียงขลุ่ยที่เป่าออกมา จะสลายลงไปในธรรมชาติ ที่หยุด ที่สงบ, ที่เปรียบเหมือนกอไผ่. ฉะนั้น พวกเสียงเป่านี้ เขาเรียกว่า ปรุงแต่ง, เป็นพวกปรุงแต่ง, ของปรุงแต่งมันก็มีระยะเวลา. เดี๋ยวมันก็สิ้นอำนาจปรุงแต่ง ก็หยุดลงไป, ของที่ไม่ปรุงแต่งอยู่ถาวร คิดว่าเอาความสงบเป็นพื้นฐานของจิตใจไว้ก่อน. ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ นี้ได้กำไร, เป็นลักษณะฝ่าย positive พูดอย่างตรงหน่อยก็เรียกว่า positive คือพูดอย่างมี, พูดอย่างให้มี มันน่าชื่นใจกว่าพูดอย่างไม่มี. พูดในรูปที่ว่าไม่มีอะไร มันไม่น่าชื่นใจ เลยพูดว่ามี, คนเรามันชอบมี, มีความสงบเป็นพื้นฐานถาวรอยู่, แล้วคลื่นเป็นความไม่สงบเป็นพัก ๆ อย่างนี้มันมีหวัง, หรือว่ามีที่อุ่นใจกว่า ที่ว่าไม่มีอะไรเลย.

          ไปทำความเข้าใจกันบ่อย ๆ ว่า เดี๋ยวก็เป็นสังสารวัฏฏ์ไปพักหนึ่ง, เดี๋ยวหยุดเป็นนิพพานตามเดิม. เดี๋ยวก็มีสังสารวัฏฏ์ไปพักหนึ่ง, เดี๋ยวก็หยุดเป็นนิพพานไปตามเดิม. เดี๋ยวเผลอหยิบเอาสังสารวัฏฏ์ขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง สังสารวัฏฏ์เรื่องนี้ สังสารวัฏฏ์เรื่องโน้น, มีหลาย ๆ เรื่อง, หลาย ๆ สิบเรื่อง แล้วแต่จะจำแนก; พวกที่เรียนอภิธรรมก็จำแนกไว้ดี, สังสารวัฏฏ์ จะจำแนกอย่างไรได้บ้าง; เช่นว่าภูมิ ๓๑ คือเป็นสังสารวัฏฏ์อย่างน้อยได้ ๓๑ อย่าง. สังสารวัฏฏ์ เป็นอบายภูมิเสีย ๔ ชนิด นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย เป็นอบายเสีย ๔ ชนิด, แล้วเป็นมนุษย์ ๑, แล้วเป็นสวรรค์กามาวจรภูมิ ๖ เป็น ๑๑, แล้วก็เป็นพวกรูปาวจรภูมิอีก ๑๖ ชนิด, รวมเป็น ๒๗ แล้ว, แล้วเป็นชนิดอรูปาวจรภูมิอีก ๔ ชนิด เลยเป็น ๓๑ ชนิด สังสารวัฏฏ์.

          นี่ลองให้ผมอธิบายชนิดที่ พวกอภิธรรมเขาไม่ยอมเด็ดขาด. อบาย ๔ ชนิด แล้ววันหนึ่งอาจจะเป็นอบายครบทั้ง ๔ ชนิด : เมื่อไรร้อนใจเป็นไฟ เมื่อนั้นเป็นสัตว์นรก, เมื่อไรโง่ไปบ้างอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อนั้นเป็นเดรัจฉาน, เมื่อไรหิวทะเยอทะยานไปตามแบบของตัวกู นี้เป็นเปรต, แล้วเมื่อไรไม่กล้า ขี้ขลาดซบเซาไป นี้ก็เป็นอสุรกาย; ครบ ๔ ในวันหนึ่งอาจจะมีได้ครบ ๔.

          ที่เป็นมนุษย์ คือขณะที่ทำงานอย่างจริงจัง ทนลำบากทำงานเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง เหงื่อไหลไคลย้อยอยู่ เมื่อนั้นเป็นมนุษย์.

          ทีนี้ เป็นกามาวจร ๖ ชั้น นับตั้งแต่ชั้น จาตุมหาราช ยามา ดุสิตานั้นคือเรื่องเกี่ยวกับกามารมณ์ กามคุณ กามารมณ์ตามชั้นที่ประณีตหรือหยาบ ง่ายหรือลำบาก เขาแบ่งเป็น ๖ ชั้น ไปอ่านรายละเอียดดูใน ธรรมวิภาค ปริเฉท ๒.

          ชั้นสุดท้ายที่เรียกว่า ปรนิมมิตวสวัตตี คือกามารมณ์สูงสุดด้วย, แล้วไม่ต้องทำเอง ไม่ต้องหยิบเอง มีคนรับใช้ มีคนทำให้, กามารมณ์ชนิดที่มีคนทำให้, ชั้นจาตุมหาราชนี้ ยังต้องหยาบหรือทรามนี้พอจะเข้าใจกันได้. ไม่ต้องไปจำรายละเอียดว่าพวกที่เป็นพวกกามารมณ์ด้วยกัน มันมีหยาบ ๆ มีละเอียด มีหลาย ๆ ขนาดมาตรฐาน.

          ถ้าว่าไม่อาจจะบริโภคด้วยร่างกายจริง ๆ เป็นความคิดฝันก็ได้ ฝันไปในทางกามารมณ์ เพลินทางกามคุณอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วสบายใจอยู่ในเวลานั้น ก็เรียกว่าสวรรค์กามาวจรได้. เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง ซึ่งจะต้องพูดกันคราวอื่น พูดแต่หลักไว้ทีก่อนว่า ความรู้สึกทางกามารมณ์ทุกชนิด เป็นมโนภาพทั้งนั้น : ความรู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทั้ง ๖ นี้ ล้วนแต่เป็นมโนภาพ; แต่คนไม่รู้สึกว่าเป็นมโนภาพ เพราะว่ามันอัตโนมัติและเร็วที่สุด. ความรู้สึกที่เรารู้สึกนี้คือส่วนที่เป็นมโนภาพ ไม่ใช่จริง ๆ; เช่นว่า ผู้ชายไปกอดผู้หญิงเข้า ความรู้สึกที่ว่าเป็นผู้หญิงนั้น เป็นส่วนของมโนภาพ, ตัวผู้หญิงจริง ๆ นั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง; แต่มโนภาพนี้สร้างเสร็จรวดเร็ว ไม่อาจจะรู้สึก.

          ของปลอมที่เหมือนคนนี้ ก็เป็นมโนภาพทำให้มีความรู้สึกอย่างเดียวกัน, มโนภาพสร้างได้อย่างเดียวกัน. ความรู้สึกกำหนัดด้วยกิเลส ราคะอะไรนี้ นี้ล้วนแต่เป็นมโนภาพ, เป็นส่วนที่เกิดขึ้นจากมโนภาพ เป็นผลของการเกิดมโนภาพ. หูกระทบเสียงอย่างนี้ สัญญาสร้างมโนภาพขึ้นมาเป็นเสียงนั่นเสียงนี่ ทันทีทันควันโดยไม่รู้สึก, แล้วเราคิดว่าเสียงจริง ๆ. ถ้าเสียงจริง ๆ ไม่สำเร็จประโยชน์อะไร ต้องเป็นเสียงของมโนภาพ มันจึงจะสำเร็จแก่จิตใจ, เมื่อสัมผัสอะไรอยู่ก็ตาม ถ้ามโนภาพหรืออุปาทานนั้นมีว่า เป็นพวกตรงกันข้ามแล้วก็ใช้ได้, มันเป็นอย่างนี้ ทั้ง ๖ อารมณ์, ทวารทั้ง ๖ นี้ มีลักษณะเป็นมโนภาพเหมือนกันทั้งนั้น.

          เรื่องนี้อาจจะพิสูจน์ได้ แม้ทางจิตวิทยา ทางวัตถุ ไปเรียนไปรู้ได้ทั้งนั้น. พวกหมอ พวกที่เชี่ยวชาญเรื่องทางระบบประสาท ทางจิตใจ แล้วก็เรื่องทางเพศด้วย, ถ้าเป็นหมออย่างนี้จะบอกไป จะอธิบายได้ว่าเป็น imagination ที่เรียกกันว่าเป็นมโนภาพ. ความรู้สึกกำหนัด ความรู้สึกเสกสรรค์, ความรู้สึกอะไรต่าง ๆ ความรู้สึกอย่างนี้ เกิดมาจากส่วนที่เป็นมโนภาพ, ไม่ใช่จากของจริง.

          มันเลยมีความแน่นอนอีกอย่างหนึ่งว่า เมื่อมันเป็นมโนภาพ มันจึงแน่นอนว่า มันเป็นสิ่งกำจัดได้ เป็นสิ่งที่สามารถกำจัด ฉะนั้นกิเลสนี้เป็นสิ่งที่สามารถกำจัดได้.

          สรุปความเสียที แต่เพียงว่า ที่เรารู้สึกอยู่ในใจ นั่นแหละคือจริงเท่านั้นมันจะรู้สึกอย่างไร มันก็เป็นเช่นนั้น, รู้สึกเอร็ดอร่อย รู้สึกสนุกสนาน, มันเป็นมโนภาพที่ให้ผลเหมือนกัน.

          ฉะนั้นอย่าเข้าใจว่า เป็นพระเป็นเณรอยู่ ไม่สัมพันธ์กับเพศตรงกันข้ามแล้วจะไม่มีสวรรค์ชั้นกามาวจร, มันมีได้เต็มที่ ในลักษณะที่เป็นมโนภาพ; มีความกระสันมีความกำหนัด มีอะไรเหมือนกับเข้าไปแตะต้องเพศที่ตรงกันข้ามเข้าจริง ๆ ก็ได้. พูดถึงฆราวาสแล้วไม่ต้องสงสัยเลย เพราะทำอะไรก็ได้ พูดแต่ พระนี้ก็ยังมีทางที่จะเป็นกามาวจรได้แล้วทั้ง ๖ ชั้น ด้วยมโนภาพ ก็มีผลเท่ากัน.

          ทีนี้เลื่อนมาถึงพวกรูปาวจร ๑๖ ชั้น ที่เราเรียกกันว่า รูปพรหม ๑๖ ชั้น, แจกไปตามพวกปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน. ไปดูบัญชีรายชื่อในพวกหนังสือสวดมนต์ก็ได้ นี่คือความที่จิตสบาย, สบายเพราะมีวัตถุที่ไม่เกี่ยวกับกามคุณ. แต่มีวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง มาทำให้พอใจ ได้รสได้ชาติได้ แม้แต่วัตถุของเล่นที่ไม่เกี่ยวกับกามคุณ ถ้าทำให้ได้รับความพอใจได้ ก็เป็นรสชาติของรูปาวจรได้, เป็นความสุขอย่างรูปาวจรได้ พอใจอะไร ชอบเล่นอะไร.

          ผมจะเล่าความรู้สึกของผมให้ฟังบางอย่างก็ได้ : พอใจเพราะได้ถ่ายรูป ฟังดูดี ๆ นะ. ผมพูดว่า พอใจเพราะได้ถ่ายรูป พอได้เล็งแล้วก็แน่ใจว่า สวยแน่แล้วก็ถ่าย, จะได้พอใจอย่างยิ่ง. ทำไมจึงเรียกว่าอย่างนี้ ว่าพอใจเพราะได้ถ่ายรูป เพราะว่าฟิล์มตั้งหลายสิบม้วน ล้างแล้วไม่เคยอัดเลย, ไม่เคยอัดรูปเลย ไม่เคยอัดออกมาเป็นรูปกระดาษหรือรูปถ่ายเลย, แล้วบางม้วนก็ไม่ได้ล้าง ทิ้งไปเลย. แต่ว่าความพอใจสูงสุดที่ได้ถ่ายรูป, หรือว่าเล็ง หรือว่าคำนวณ หรืออะไรต่าง ๆ อย่างนี้ก็เรียกว่ากามาวจรไม่ได้ ความพอใจนั้นเป็นกามาวจรไม่ได้ ต้องเป็นประเภทรูปาวจร หรืออรูปาวจร อย่างใดอย่างหนึ่ง, แล้วแต่จะไปเพ่งเล็งส่วนไหน. ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงพวกที่เล่นนกเขา เล่นปลากัด เล่นลายครามอะไรนี้ ไม่ต้องพูดถึง มันพอใจอย่างยิ่งเหมือนกับผมพอใจถ่ายรูปโดยไม่ต้องล้าง. ถ้าเอาเป็นไม่มีรูป ไม่มีตัวมีตนกัน ก็เป็นพวกอรูปาวจร, เอาวัตถุเป็นหลักก็เป็นรูปาวจร. ครั้งหนึ่งเป็นอย่างนั้น เคยเป็นอย่างนั้น.

          นั้นเขาไปจำแนกมันอย่างหนึ่งตามแบบในคัมภีร์ เจริญปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน อะไร ก็ล้วนแต่ เอารูปเป็นอารมณ์ ทั้งนั้น. ฌานไหนก็ตาม ประเภทรูปาวจรต้องเอาของที่มีรูปเป็นอารมณ์ เช่นดวงกสิณ แม้แต่ลมหายใจ, แม้แต่ซากศพ แม้แต่อะไรก็ตาม ถ้ามันเกิดฌานสำเร็จขึ้นมาได้เพราะเหตุนั้น มันเป็นรูปาวจร.

          แต่เดี๋ยวนี้ เราไม่ต้องการจะพูดในขอบเขตที่จำกัด, เราเปิดกว้างสำหรับทุกคนมีได้ ก็คือพอใจในวัตถุที่มีรูปล้วน ๆ พอใจอย่างหลงใหล. บางคนเล่นนกเขาจนมีเมียไม่ได้ หรือไม่อยากมีเมีย; เพราะว่าถ้าเกิดมีเมีย มันก็เล่นนกเขาไม่ได้ มันต้องทะเลาะกัน หรือว่ามันอร่อยเสียเกินไปกว่าที่จะคิดมีเมีย จนตายเลย. นี่คุ้นเคยกับผมเพราะผมยังเคยขอเขา. ความพอใจเป็นหลัก ถ้าสิ่งนั้นเกิดกับรูป ก็เป็นรูปล้วน ๆ แม้แต่นักนกเขาบางคน มันก็สนุกต่าง ๆ กัน, บางคนสนุกเพียงว่า เมื่อต่อ, เมื่อต่อนกเขานั้นสนุกที่สุด ต่อได้แล้วให้ใครก็ได้ ไม่ได้คิดที่จะเอามาเลี้ยงให้เป็นนกวิเศษวิโส ให้ใครก็ได้. แต่เขาจะมีความเอร็ดอร่อยสูงสุด สุดจิตสุดใจ ก็คือตรงที่ต่อนกได้, แล้วก็เดินไปต่อนก หรือนั่งเฝ้านก หรือต่อนก มันสบายไม่มีเวลาไหนเสมอเหมือน. นี้มีมากที่มนุษย์เรา เวลาหนึ่งหรือบางโอกาส หรือวัยหนึ่งสมัยหนึ่ง มันก็หลงใหล ในสิ่งที่เป็นรูป มีรูปล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์. ทีนี้คุณไปแบ่งชั้นเอาเอง ให้มันได้ ๑๖ ชั้น.

          ทีนี้ พวกอรูปาวจร ก็หมายความว่า อย่ามีรูป, เป็นเรื่องเกียรติ โดยเฉพาะพวกยกหูชูหางนี่ เรื่องอรูปาวจรแท้, พวกพรหมเขามีปัญหาเหลือแต่อัตตวาทุปาทาน ตัวกู–ของกู ตัวกู–ของกู. ฉะนั้นตัวกู–ของกูนี้มันไม่มีอำนาจเท่าเกียรติ; เช่นว่า เราอุตส่าห์พยายามมากในการงาน หรือศิลปชนิดใดชนิดหนึ่งโดยหน้าที่, เช่นเป็นศิลปินเขียนหรือว่าเป็นราชการ, หรือกระทั้งว่าเป็นอินยิเนียร์อย่างนี้เป็นต้น ค้นคว้าแต่เรื่องเทคนิคต่างๆ, พวกเหล่านี้สบายใจเมื่อรู้สึกว่ารู้ มันไม่สบายใจ เมื่อจะไปรับจ้างเอาเงิน อะไรมากนัก. เมื่อค้นพบและรู้, หรือว่าเพียงรู้สึกว่ากูทำงาน หรือกูเก่งพอไม่ต้องการเงิน ไม่ต้องการวัตถุ. ถ้าต้องการเพียงแต่เกียรติเพื่อตัวกู–ของกู อย่างนี้เรียกว่า พวกอรูปาวจร คือเอาสิ่งที่ไม่มีรูปร่างเป็นหลัก แล้วทำความพอใจ หรือทำความยึดมั่นถือมั่น ให้อย่างสูงสุด ลึกซึ่งที่สุด เหนียวแน่นที่สุด ก็พอแล้ว, ความหมายมันเท่ากัน.

          แล้วทุกคนก็กำลังพยายามอยู่ไม่ใช่หรือ? ทุกคน นี่ผมกล้าพูดว่า พยายามที่จะให้มันเก่ง ดูจะไม่มี, มีแต่ว่าบ้ามาก บ้าน้อยเท่านั้น, มันต้องการจะเก่งกันทั้งนั้น. ความได้เป็นนี้ คือ รสอร่อย ประเภทอรูปาวจร ไม่ต้องการเงิน ไม่ต้องการของ ไม่ต้องการให้ใครชม ไม่ต้องการให้ใครรู้ ค้นพบได้ก็สบายใจ. แต่ถึงแม้ต้องการให้คนชมก็เถอะ มันก็ยังไม่มีรูปอยู่นั่น, ยังเป็นอรูปาวจร.

          ทีนี้มันสูงต่ำต่างกันระดับ ๔ ชั้น มันพอจะแจกออกไปได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องทางศาสนา ทางลัทธิทางศาสนาแท้ ๆ อากาสานัญจายตนะ เช่น อากาศสำหรับเป็นที่ให้จิตเพ่ง, เอาวิญญาณให้จิตเพ่ง, เอาความไม่มีอะไรให้จิตเพ่ง เอาความรู้สึกที่ไม่ได้เป็นหรือตายให้จิตเพ่ง. อรูปฌาน ๔ ก็ล้วนแต่ความสบายใจ เกิดมาจากสิ่งที่ไม่มีรูป, ความสบายใจสูงสุดที่เกิดมาจากสิ่งที่ไม่มีรูป ด้วยกันทั้งนั้น.

          เอาละ, เรา ๆ นี้ บางวันเกิดบ้าขึ้นมา นั่งปล่อยจิตว่างเฉย ๆ สบายใจ ก็เป็นอย่างนี้ได้, เป็นอย่างอรูปาวจรได้. อากิญจัญญายตนะ แล้วคำว่า อากิญจัญญายตนะนี้อยากจะบอกให้รู้ว่า บางทีเป็นชื่อนิพพานที่ถูกต้องก็มี, แต่ชื่อนี้มันยืมกันได้. ที่เป็นโลกิยะก็เป็น พวกอรูปฌานที่ ๓ บางทีชื่อนี้เอามาใช้เป็นชื่อนิพพาน คล้ายคลึงกันก็ได้. ถ้าคุณอ่านหนังสือบาลีได้, ผมเคยพบอรรถกถา แล้วก็โดยบังเอิญ คนไม่รู้, หลงตายเลย เข้าใจผิด, หลงไปว่าหนังสือผิด ไปแก้ของเขาอะไรของเขา. หรือถ้าเรา นั่งชมท้องฟ้าที่เวิ้งว้าง แล้วสบายใจที่สุดอย่างนี้จะเป็นอะไรก็เป็นรวมในพวกนี้, ไม่ใช่ก้อนเนื้อ หรือไม่ใช่อะไรนะ คือความว่าง เวิ้งว้าง ท้องฟ้า มันแล้วแต่ อะไรที่ไม่มีรูปน่ะก็แล้วกัน, ถ้ามันทำให้เกิดความพอใจยึดมั่นถือมั่นในความพอใจนั้นได้ ก็เป็นพวกสังสารวัฏฏ์นี้ทั้งนั้น.

          ฉะนั้น ในคน ๆ เดียว ในชาติหนึ่ง หรือในวันหนึ่งก็เถอะ อาจจะเป็นได้ครบ ใน ๓๑ ภูมินี้; อย่างนี้พวกอภิธรรมเขาไม่ยอมดอก เขาว่า ผมโกหกมาหลอกลวง พูดเอาเองเขาเข้าใจไม่ได้, เขาต้องว่าอย่างนั้น. เพราะเขาเอาไว้คนละภพคนละชาติ เข้าโลงแล้วเข้าโลงอีก ถึงจะได้สักชั้นหนึ่ง สักภูมิหนึ่ง, แล้วก็ตายแล้วก็ไปเกิดในพรหมโลก ไปเกิดในชั้นนิมิต, เขาพูดกันอย่างนั้น มันต้องหลังจากตายแล้วเ ข้าโลงแล้วเข้าโลงเล่า.

          ทีนี้เราพูดว่าในวันเดียว มันจะพบได้ คำว่า ชาติ ของเรา หมายถึงการเปลี่ยนจิตใจ, ความเกิดของจิตใจครั้งหนึ่ง ๆ มีตัวกู–ของกู อย่างโน้น อย่างนี้, เอร็ดอร่อยอย่างโน้น อย่างนี้ ขึ้นมาครั้งหนึ่ง เรียกว่าชาติหนึ่ง, วัน ๆ หนึ่ง ก็มีได้หลายสิบชาติ, แล้วก็แตกต่างกันได้จน บางคนนะ ไม่ใช่ทุกคน อาจจะเป็นทั้ง ๓๑ ภูมิได้เลย, ซึ่งเป็นคนที่มีใจคอประณีต เป็นนักศึกษา มันเปลี่ยนจิตใจใหม่ได้แปลกออก ๆ ออกไปเกิน ๓๑ ภูมิก็ยังได้, เกิน ๓๑ ชนิดนี้ยังได้.

          ถ้าอะไรไม่บีบบังคับ ผมนั่งดูปลาได้วันละ ๖ ชั่วโมง ไม่ลุกเลยก็ได้ นั่งดูปลาที่เลี้ยงไม่ต้องลุกไปไหนเลยก็ได้ คือมันถูกกัน อะไรก็ไม่รู้. ฉะนั้นอย่าเข้าใจไปว่า จิตนี้มันจะไม่เปลี่ยนขนาดหนัก เปลี่ยนอย่างไม่เหมือนกันเลย มันเปลี่ยนได้.

          แล้วมันมีอีกอย่างหนึ่งที่ว่า ถึงแม้เป็นพระอริยเจ้า เป็นพระอริยบุคคล มันก็ไม่พ้นไปจากสิ่งเหล่านี้; แต่ว่าไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านี้. ฉะนั้น พระอริยบุคคลประเภทอนาคามี จึงอยู่ในฌานในสมาบัติอย่างพวกฤๅษีมุนี อย่างเดียวกัน, อรูปฌานชนิดใดชนิดหนึ่งเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไร จึงหันมาสบายใจ พักผ่อนฆ่าเวลาอยู่ด้วยสิ่งเหล่านี้, เพียงแต่ว่าจิตไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น เหมือนกับปุถุชน ซึ่งพอมันอร่อยเข้าแล้ว มันยึดมั่นถือมั่น แม้แต่อร่อยในฌาน. พระอริยบุคคลไม่รู้จะฆ่าเวลาด้วยเรื่องอะไร ก็มาเข้าฌานเล่นอย่างนี้ก็ทำกัน, มันเป็นเพียงพักผ่อนและฆ่าเวลา. ฉะนั้นพระอรหันต์จะเดินดูดอกไม้เล่น อย่างนี้ก็ทำได้ เวลาก็หมดไป และมันก็ทำได้โดยความเพลิดเพลินเหมือนกัน, แต่มันเป็นการเพลิดเพลินที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น. ฉะนั้น การฆ่าเวลาล่วงไปนั้น เอาเป็นประมาณไม่ได้, มันต้องเอาที่จิตใจ ที่ตกเป็นทาสของสิ่งนั้นหรือไม่ คือยึดมั่นถือมั่นหรือไม่.

          นี่มันจะต้องอธิบายกันมากกว่านี้ แต่ว่าเท่านี้ก็พอจะเข้าใจได้ว่าสังสารวัฏฏ์พวกอภิธรรมเขาขืนแยกออกไปถึง ๓๑ ชนิดนั้น. เราก็มีได้ ในคนหนึ่ง วันหนึ่ง ฉะนั้น เมื่อใดไม่เป็นสังสารวัฏฏ์ เมื่อนั้นก็เป็นนิพพาน; นี่บอกให้รู้นะ, อย่าเอาอย่างนี้ไปตอบสอบไล่นะ ตกหมดเลย. เขาไม่เอาดอกในสนามหลวงสนามอะไร เขาไม่เอาคำพูดอย่างนี้ หลักเกณฑ์อย่างนี้. แต่นี่ผมบอกให้รู้ว่า มันเป็นความจริงอย่างนี้แล้วมันคนละชนิด.

          นี่คล้าย ๆ กับขยายความครั้งที่แล้วมาว่า สังสารวัฏฏ์และนิพพานมีได้ในคน ในนามรูปของคนวันหนึ่ง ๆ ได้ สลับกันไป, มีตัวกู–ของกูเมื่อไร ก็สังสารวัฏฏ์ชนิดใดชนิดหนึ่งเมื่อนั้นใน ๓๑ ชนิด, เมื่อไม่มีตัวกู–ของกู คือว่างอยู่ มันก็เป็นนิพพานชนิดชิมลอง ชนิดชั่วคราว ชนิดทันตาเห็น เมื่อนั้น.

          เอาละ, สมมติว่า เรานั่งสบายใจ ครึ้มใจ เพราะรู้อะไรใหม่ หรือคิดอะไรใหม่ หรือทำอะไรใหม่ สำเร็จได้อย่างหนึ่ง อย่างนั้นก็เป็นสังสารวัฏฏ์ จะเป็นชนิดรูปาวจรอรูปาวจรอะไรก็ตาม; แต่พอหลังจากนั้น มันเบื่อเข้ามันขี้เกียจเข้า ก็ต้องหยุด หยุดสบายใจ หยุดครึ้มใจ หยุดอร่อย; เหมือนเสียงขลุ่ยกลับมากอไผ่, อย่างนั้นมันเป็นความพักผ่อน เป็นนิพพาน เป็นความหยุดหรือความดับ ชั่วขณะ แบบที่เรียกว่า ตทังคนิพพาน, ทิฏฐธัมมนิพพานก็เรียก นิพพานที่เป็นเองอย่างนี้ ก็เรียกว่านิพพานอยู่นั่น; เพราะรสชาติมันเหมือนกับนิพพานจริง นิพพานถาวร, คือว่ามันไม่มีอะไรในทางดีใจหรือเสียใจ อร่อยหรือไม่อร่อย, เป็นความหยุด แต่มันอาจจะมีน้อยเต็มที.

          นี้เราหมายเอาว่า เมื่อขณะที่กิเลสไม่ได้ครอบงำจิต, เมื่อจิตไม่มีกิเลสเข้าครอบงำ ก็ให้ถือว่าเป็นขณะของนิพพาน ในปริยายต่ำ ๆ อย่างนี้, แล้วก็เหมือนที่อธิบายให้ฟังแล้ว มันต่างกัน. แต่อันหนึ่งชั่วคราว, อันหนึ่งถาวร อันหนึ่งเปลี่ยนกลับไปวุ่นวายได้, อันหนึ่งกลับไปวุ่นวายไม่ได้ อีกต่อไป คือกลับเป็นสังสารวัฏฏ์ไม่ได้อีกต่อไป, มันต่างกันเท่านั้น.

ขึ้นด้านบน

ภพภูมิของจิต ๔

 

มเห็นว่า เรื่องภูมิของจิตนี้มันอยู่ที่จิต; จิตอยู่ที่ไหน โลกก็อยู่ที่นั่น. จิตกำลังเป็นอย่างไร โลกก็กำลังเป็นอย่างนั้น. เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ในโลกนี้ โลกของมนุษย์นี้ มันมีอะไรครบทุกภูมิทุกภพ; มันแล้วแต่ว่า จิตกำลังเป็นอย่างไร. ถ้าจิตหมกมุ่นในกามารมณ์บูชากามารมณ์ โลกนี้ก็เป็นกามาวจรภพสำหรับคนเหล่านั้น. บางคนจิตเป็นรูปาวจรภูมิ หรืออรูปาวจร--ภูมิ โลกนี้มันก็เป็นภพ เป็นภูมินั้น สำหรับคนนั้น. เพราะว่าเมื่อเราไปสนใจ หรือว่ายึดมั่น ถือมั่นในสิ่งใด สิ่งอื่นมันก็เหมือนกับไม่มี. เอาที่จิตใจเป็นหลัก.

          ปัญหาก็เหลืออยู่แต่ว่า เขาเป็นอย่างนั้นตลอดไป หรือว่าเป็นชั่วคราว? ถ้าเป็นอย่างนั้นตลอดไปมันก็ไม่มีปัญหา เช่น คน ๆ นี้มีจิตใจไม่ชอบกามารมณ์ ชอบสิ่งที่ไม่ใช่กามารมณ์ตลอดชีวิตไป มันก็ไม่มีปัญหา; โลกนี้ทั้งโลกมันก็เป็นรูปโลก อรูปโลก สำหรับคนนั้นไปโดยแน่นอนตายตัว. แต่ทีนี้จิตใจที่มันยังกลับไปกลับมาได้ ชั่วโมงนี้ชอบกามารมณ์ ชั่วโมงหลังชอบพักผ่อน ไม่ยุ่งกับกามารมณ์, หันไปสนใจเรื่องรูปธรรมล้วน ๆ หรืออรูปธรรมล้วน; เมื่อนั้นแหละคือที่ว่ามันสับเปลี่ยนกันยุ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลงระหว่างภพ ระหว่างภูมิยุ่งไปทีเดียว; และอาจจะมีได้ครบทั้ง ๔ ภูมิโดยอนุโลม (อย่าลืมคำว่า “โดยอนุโลม”).

          นาย ก. เป็นคนธรรมดาสามัญ มีการศึกษาดี มีฐานะการเป็นอยู่ดี อายุก็มากแล้ว; ชั่วโมงหนึ่งอาจจะสนใจเรื่องกามารมณ์ เรื่องเพศ เรื่องอะไรตามที่เคยกระทำมา; อีกชั่วโมงหนึ่งก็เบื่อเอือม จะไปขลุกอยู่กับวัตถุ ศิลปหรือสัตว์เลี้ยง หรืออะไรก็ตาม ที่มันไม่เกี่ยวกับกามารมณ์; บางทีเป็นหลายชั่วโมงหลายวันก็ได้. บางทีก็เบื่อสิ่งบ้า ๆ บอ ๆ เหล่านี้ สำรวมจิตใจ พอใจ แน่วแน่มั่นคงอยู่กับเรื่องบุญกุศล เรื่องโลกหน้า, หรือแม้ที่สุดแต่ว่า เรื่องเกียรติยศ ความงาม ความดี; เขาก็กลายเป็นคนละคนไป. บางเวลาที่ชอบว่าง ไม่มีอะไรเลย, อย่ามีอะไรมารบกวนในจิตใจ ชอบความว่าง. หรือยิ่งเป็นผู้ที่เคยศึกษา ปฏิบัติวิปัสสนามาบ้างแล้ว ก็สามารถทำให้จิตว่างจากสิ่งรบกวนได้เป็นคราว ๆ.

          นี่แหละคุณเข้าใจเถอะว่า นาย ก. คนนี้เขามีครบทั้ง ๔ ภูมิ แต่มันไม่ถาวรเด็ดขาดลงไป; เป็นเรื่องชั่วคราว กลับไปกลับมา. เดี๋ยวอยู่ในภูมินี้เดี๋ยวไปอยู่ในภูมินั้น : หรือถ้าเขาเกิดเผลอนิดเดียว ก็อาจเป็นกามาวจรชั้นเลว ก็ได้, หรือทำผิดจนร้อนใจ เหมือนกับตกนรกก็ได้, หรือไปติดตะรางก็ได้; เพราะปุถุชนมันเปลี่ยนได้อย่างนี้. เมื่อเขาทำชั่วทำผิดแล้วร้อนใจ เขาก็ลงอบายแล้ว ทั้งที่อยู่ในโลกนี้, มีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์นี้ แต่ว่าจิตลงไปในอบายภูมิแล้วเรียกว่ากามารวจรภูมิชั้นที่เป็นอกุศล.

          ฉะนั้นคน ๆ หนึ่ง เป็นสัตว์นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย เมื่อไรก็ได้, เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญอย่างปกติก็ได้. แล้วก็เป็นรูปาวจรภูมิ, เป็นเทวดาในสวรรค์ มีความสุขความพอใจ อย่างเดียวกับเทวดาในสวรรค์ชั่วครู่ก็ได้, แล้วก็เป็นพรหม อย่างในพรหมโลกที่ว่าไว้ เหมือนที่พูดให้ฟังเป็นตัวอย่างมาแล้ว; เดี๋ยวอาจจะเป็นพระอริยเจ้าชิมลอง ผมใช้คำว่าชิมลอง, มีจิตใจเหมือนพระอริยเจ้าสักชั่วขณะหนึ่งก็ได้ คือ มีจิตใจว่างจากทุกสิ่ง ไม่มีอะไรรบกวน ไม่มีอะไรยึดถือ เป็นพระอริยเจ้าชิมลองก็ได้. แต่ถ้าเป็นพระอริยเจ้าจริง ๆ ก็หมายความว่ามันไม่กลับมาอีก ส่วนพระอริยเจ้าชิมลองนั้นกลับมาอีก คืออาจจะมีสักขณะหนึ่ง ที่พอจะมีความรู้สึกพอใจในความว่าง–ในความไม่มี ตัวกูนี้. คนธรรมดาสามัญไม่อาจจะเป็นได้ครบอย่างนี้; แต่ว่าฆราวาสชั้นดีเขาอาจจะเป็นได้ถึงขนาดนี้ เพราะว่าคำว่า “นิพพาน” นี้ มันมีหลายคำ ซึ่งแสดงน้ำหนักหรือความหมายหลายระดับ.

          อย่างเช่นพูดว่า ตทังคนิพพานเรียกว่านิพพานก็ได้ แต่ไม่ถาวรไม่เด็ดขาด; มันประจวบเหมาะ ให้เรามีจิตใจว่างโปร่ง ไม่ยึดมั่นถือมั่น. เช่นเราไปอยู่ในสถานที่ ที่ธรรมชาติแวดล้อม ให้จิตใจมันว่างโปร่ง แล้วก็ว่างได้ มีจิตใจเป็นตทังคนิพพานได้. หรือเราไปนั่งคุยกับผู้ที่เป็นสัตบุรุษ เป็นพระอริยเจ้า, เราก็มีจิตว่างโปร่งไปชั่วขณะได้; อย่างนี้เขาเรียกว่า นิพพานประจวบเหมาะ แล้วก็มีจิตใจเย็นเป็นสุขสบาย เหมือนกับนิพพานจริงเหมือนกัน แต่มันเป็นเรื่องชั่วคราว.

          ถ้าเราสามารถบังคับด้วยการกระทำกัมมัฏฐานภาวนาอะไร บังคับจิตให้มันว่าง ให้มันเย็น ได้ยาวออกไป; นี้ก็เป็นนิพพานชนิด วิกขัมภนะคือเราจัดมัน ทำมัน ปรับปรุงมัน.

          ถัดจากนี้ก็เป็นนิพพานจริง ๆ พระอรหันต์จริง ๆ. ถึงอย่างนั้นก็ยังอาจจะแบ่งได้เป็นระดับ ๆ อีกหลายระดับ; แล้วยังแบ่งเป็นส่วนใหญ่ ๆ กันว่านิพพานที่จะรู้ได้ด้วยตนเอง ทันตาเห็น คือทันทีทันใด; หรือนิพพานที่จะต้องค่อยเป็นค่อยไปในโอกาสหลัง.

          ฉะนั้นจึงถือว่า ฆราวาส หรือคฤหัสถ์อยู่ในโลกอย่างนี้ บางคราวก็มีจิตใจประจวบเหมาะพอที่จะได้ชิมรสของพระนิพพานตัวอย่าง; แล้วก็พอใจอยู่ได้ระยะหนึ่ง จะกี่ชั่วโมง กี่วัน กี่เดือน อะไรก็ตามใจ มันก็เป็นได้. ตอนนี้เราควรจะจัดเขาไว้ว่าอยู่ในแบบของโลกุตตรภูมิ หรือเป็นโลกุตตรภูมิแบบประจวบเหมาะ.

          ขอให้เข้าใจไว้ที่ว่า คน ๆ หนึ่งเป็นฆราวาส เป็นคฤหัสถ์ อยู่บ้านเรือนมีบุตร ภรรยา สามี แต่เขาอาจจะมีจิตใจที่เปลี่ยนไปได้ครบทั้ง ๔ ภูมิ; ยังไม่ทันตายจากโลกนี้ไปไหน เดี๋ยวอยู่ในกามาวจรภูมิ เดี๋ยวอยู่ในรูปาวจรภูมิ เดี๋ยวอยู่ในอรูปาวจรภูมิ เดี๋ยวอยู่ในโลกุตตรภูมิ ซึ่งเป็นแบบหนึ่ง และชั่วคราว ไม่ใช่เด็ดขาดถาวร.

ขึ้นด้านบน


๑ —ธรรมะกับสัญชาตญาณ, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๕, เรื่อง โครงสร้างของสัญชาตญาณ, หน้า ๖๘–๗๐, บรรยายเมื่อ ๑๘ มกราคม ๒๕๒๙..

๒ —ราชภโฏวาท, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๓๙.ง, เรื่อง ควรจะได้อะไรจากการบวช, หน้า ๒๑–๒๒, บรรยายให้กับพระราชภัฏ, เมื่อ ๑๔ กันยายน ๒๕๑๘.

๓ —ฆราวาสธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๗.ก, เรื่อง ความสุขของฆราวาส, หน้า ๙๙–๑๐๐, บรรยายเมื่อ ๒๔ เมษายน ๒๕๑๓.

๔ —ตุลาการิกธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๖, เรี่อง อริยบุคคล กับ การละกิเลส, หน้า ๑๙๓–๑๙๔, บรรยายอบรมผู้พิพากษา ที่ห้องบรรยาย ของ เนติบัณฑิตยสภา เมื่อ ๑๗ พฤษภาคม ๒๔๙๙.

๕ —ธรรมปาฏิโมกข์เล่ม ๒, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๓๑.ก, เรื่อง สังสาระมีอยู่ในนิพพาน, นิพพานก็มีอยู่ในสังสาระ, หน้า ๑๕๗–๑๖๖, บรรยาย เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๑๑..

๖ —ฆราวาสธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๗.ก, เรื่อง ความสุขของฆราวาส,หน้า ๑๐๒–๑๐๕, บรรยายเมื่อ ๒๔ เมษายน ๒๕๑๓.

บทความที่น่าสนใจ > พุทธทาสภิกขุ–สวนโมกขพลาราม
>
สรรนิพนธ์พุทธทาสภิกขุว่าด้วย ศิลปะและสุนทรียภาพทางจิตวิญญาณ
> ภาค ๑ อัสสาทะของศิลปะ > ศิลปะคืออะไร


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
Search WWW Search พุทธทาสศึกษา

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.