 |
|
"ลูกพลับทั้ง
๖" โดย มูฉี (ฟาจางอาจารย์เซน)
|
ภาค ๑
อัสสาทะของศิลปะ
ส่วนดี คุณค่า ข้อที่น่าพึงพอใจ เสน่ห์หรือรสอร่อยยั่วยวนของศิลปะ
ศิลปะคืออะไร
ศิลปศาสตร์
๑
(ความหมายของคำว่า ศิลปะ)
าสตร์สำหรับการทำมาหากิน ดำรงชีวิตอยู่ได้ เรียกว่า ศิลปศาสตร์ ขอยืมคำนี้มาใช้
คำว่า ศิลปศาสตร์ นี้กว้าง พอที่จะใช้ถึงศาสตร์อะไรก็ได้ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความรู้เพื่ออาชีพ.
คำว่า สิปฺป ๆ ในภาษาบาลี, หรือศิลปะในพุทธศาสนา นี้เป็นคำเดียวกัน. สำหรับครั้งพุทธกาลโน้นแล้ว
คำว่า สิปปะหรือศิลปะ เป็นความรู้อาชีพเท่านั้น, เป็นความรู้เพื่อมนุษย์คนหนึ่งจะใช้เป็นอาชีพได้;
ฉะนั้นจึงเรียนศิลปศาสตร์ หรือสิปปศาสตร์กัน เพื่อเป็นผู้สามารถที่จะมีอาชีพได้.
ส่วนความรู้อีกทางหนึ่ง
นั้น ก็คือ ความรู้ทางจิต ทางใจ ทางวิญญาณ ซึ่งจะเรียกว่า วิญญาณศาสตร์
หรือธรรมศาสตร์; แต่เรียกว่าวิญญาณศาสตร์ดีกว่า จะได้มีความรัดกุม. ความรู้ทางมโนธรรม
หรือความรู้ทางวิญญาณศาสตร์นี่ ไม่ใช่เรื่องทำมาหากิน; อย่างดีก็จะเป็นเครื่องช่วยให้ทำมาหากิน
โดยไม่ต้องเป็นทุกข์. คนมีความทุกข์เพราะทำมาหากิน เพราะว่าเขาขาดความรู้ส่วนนี้;
ฉะนั้นความรู้ส่วนนี้มันจึงเป็นเรื่องเหนือวัตถุ, ส่วนใหญ่ก็ต้องเรียกว่าเหนือวัตถุ
เหนือฟิสิคส์ เป็นเมตาฟิสิคส์ (metaphysic) คือ เหนือฟิสิคส์ เหนือความรู้ทางวัตถุ;
เป็นความรู้ทางสติปัญญา ทางความคิดเห็น ทางความเชื่อถือ ทางจิตทางวิญญาณ.
จะเรียกให้สั้น
ก็ความรู้ทางวัตถุอย่างหนึ่ง, ความรู้ทางนามธรรม หรือทางวิญญาณอีกอย่างหนึ่ง
มีอยู่ ๒ อย่าง.
ขึ้นด้านบน
ศาสนาคือศิลปะ
๒
ราจะต้องมีชีวิตของเรานี้เป็นตัวเดียวกันกับธรรมะ โดยไม่ต้องมีการพูดหรือมีการอะไร.
ชีวิตก็ดี การงานก็ดีศาสนาก็ดี ศิลปะก็ดี หรืออะไรก็ดี ให้หลอมเข้าเป็นสิ่งเดียวกัน
เป็นธรรมะ, ให้ชีวิตนั้นมันเป็นอยู่ด้วยธรรมะ, ให้การงานนั้นเป็นการงานอยู่ด้วยธรรมะ,
ให้ศาสนาคือการประพฤติ ปฏิบัติ กาย วาจา ใจ ตามระเบียบศาสนานั้น. อย่าเป็นเปลือกของธรรมะ
ให้เป็นธรรมะจริง ๆ.
อนึ่งสิ่งที่เรียกว่าศิลป์
ที่เรานิยมกันนัก ว่าศิลปะ ศิลปินอย่างนี้; ให้มันเป็นศิลป์อยู่ตรงที่การทำที่ฉลาดที่สุด
น่าดู งดงามที่สุด, ตรงที่สามารถทำชีวิตนี้ไม่ให้เป็นทุกข์เลย, ให้มันงามอยู่
ตรงที่ไม่มีความเศร้าหมอง หม่นหมอง เร่าร้อนเลย; นั่นแหละคือความงามอย่างยิ่ง.
เมื่อรู้จักทำอย่างนี้ก็เป็นศิลป์หรือศิลปินอย่างยิ่ง, เป็นศิลป์ ศิลปินของชีวิต.
เพราะฉะนั้นศาสนาก็คือศิลปะ, พุทธศาสนาแท้ ๆ ก็คือศิลปะ; เพราะว่าเป็นอุบายอันหนึ่งที่ทำให้ชีวิตนี้งามอย่างยิ่ง,
มีปรากฏการณ์ออกมาเป็นความงามอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรงามเสมอเหมือน แล้วประณีตละเอียดเป็นงานฝีมืออย่างยิ่ง
ในการที่จะทำอย่างนั้นได้ คือการเดินไปตามทางสายกลางดังที่ได้อธิบายแล้วแต่วันก่อน
ๆ นั้น นั่นแหละคือศิลปะอย่างยิ่ง. ถ้าให้ระบุก็คืออริยมรรคมีองค์แปดประการ
นั่นแหละคือศิลปะสูงสุดของทั้งหมดของมนุษย์ หรือของสิ่งที่มนุษย์จะรู้จักได้.
ศาสนาก็คือศิลปะ เพราะฉะนั้นการงานของเราเมื่อเนื่องอยู่ด้วยศาสนา ด้วยธรรมะแล้วมันก็เป็นการงานศิลป์,
ชีวิตก็เป็นชีวิตศิลป์. มองดูในแง่ชีวิตก็เป็นชีวิต มองดูในแง่การงานก็เป็นการงาน
มองดูในแง่ศาสนาก็เป็นศาสนา มองดูในแง่ศิลป์ก็เป็นศิลป์; ทีนี้มันมากนัก
หลอมเป็นสิ่งเดียวกันเสียดีกว่า เป็นธรรมะ, ธรรมะ, ธรรมะ, คำเดียวพอ.
นี่เราจงมีอะไรเป็นของตัวเราเองอย่างนี้
เราจะได้เอาตัวรอดได้ เราอย่าไปเดินตามฝรั่งไปเสียตะพึด, เพราะว่ามันไม่เหมือนกัน;
และกล่าวได้ว่า ฝรั่งยังไม่รู้ธรรมะที่จะดับทุกข์ได้ดีไปกว่าเรา เพราะฉะนั้นเราอย่ายกเขาเป็นผู้นำทางวิญญาณของเรา,
เราดูเขาแต่ที่จะใช้แก้ปัญหาในทางวัตถุและเท่าที่จำเป็นเท่านั้น. ส่วนใหญ่ใจความเราจะต้องใช้ของเราเอง;
ถ้าเราไปหลงวัฒนธรรมตะวันตกทุกแขนงทุกอย่างนั้น ก็คือกระโดดลงเหวที่มืดที่สุดและไกลจากธรรมะยิ่งขึ้นไปทุกที;
มันคนละอย่างคนละแบบ.
ขึ้นด้านบน
Buddhist
Art of Life ๓
รรมะนี้ ถ้าคนเรามีจิตใจเป็นศิลปินแล้ว จะดูธรรมะเป็นศิลปะได้ และจะหลงใหลได้มากเหมือนกัน
เพราะว่าถ้าใครไปเข้าใจตัวธรรมะหรือการการปฏิบัติธรรมะชนิดที่น่าอัศจรรย์ที่สุด
คือที่เปลี่ยนจิตใจของคนเราจากสภาพที่ไม่งดงาม ให้มาสู่สภาพที่งดงาม มันจะจับอกจับใจที่สุด.
ถ้าเราครองชีวิตอยู่ตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว ย่อมกล่าวได้ว่ามีชีวิตอย่างศิลปะที่แท้จริง
คือศิลปะแห่งการครองชีวิตชนิดที่เยาะเย้ยท้าทายต่อความทุกข์ ความตาย หรืออะไรก็ได้
เพราะคำว่าศิลปะมีความหมายอย่างกว้างขวาง ฉะนั้นพระพุทธศาสนาจึงมีอยู่ส่วนหนึ่ง
ซึ่งส่อแววของศิลปะ เราอาจสนใจได้ในฐานะที่เป็นศิลปะ จึงเกิดมีคำว่า Buddhist
Art of Life ขึ้น ซึ่งเป็นที่สนใจของพวกฝรั่งยิ่งกว่าที่เราสนใจกันอยู่ในเมืองไทย.
การที่เขาไม่สนใจคำบอกเล่าของพวกเราเมืองไทย ก็ดูเหมือนจะเป็นว่าเพราะเราไม่มีหัวในการที่จะแสดงให้เขาเห็นศิลปะของชีวิตแบบนี้
ซึ่งพวกพุทธศาสนาอย่าง Zen ของญี่ปุ่นนั้นทำได้ดีกว่าอย่างนี้เป็นต้น.
ดังนั้นพุทธศาสนาเหลี่ยมนี้ก็เป็นเหลี่ยมที่ล่อใจอยู่มาก ทำให้ฝรั่งสนใจต่อเหลี่ยมนี้
จนไม่เข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนาโดยเร็วก็ยังมี.
ขึ้นด้านบน
ธรรมะเป็นกวีนิพนธ์อย่างยิ่ง
๔
รรมะมีลักษณะเป็นกวีนิพนธ์อย่างยิ่ง สูงสุดกว่าที่พวกกวีแต่ง โดยที่ไม่ต้องมีตัวกวีเป็นคน.
ถ้าจะให้มีตัวผู้แต่ง ผู้แต่งก็ต้องเป็นพระเจ้า หรือว่าธรรมชาติหรืออะไรแล้วแต่จะเรียก;
จะต้องพิจารณาดูโดยหลักของกวีนิพนธ์ว่า มันมีอะไรบ้าง แล้วเรื่องธรรมะนี้มีความเป็นอย่างนั้น
มากกว่าอย่างนั้นเสียอีก.
ธรรมะมีความไพเราะ
มีความสัมพันธ์ เป็นรูปโครงที่ดีมาก มีความไพเราะแต่กลับไพเราะมากกว่ากวีนิพนธ์ที่คนแต่ง.
ทำไมใครไม่รู้สึกไพเราะ? คนส่วนมากรู้สึกง่วงนอน; ให้อ่านหนังสือกวีนิพนธ์ตามธรรมดา
คนทั่วไปก็ง่วงนอน, บางคนก็อ่านไม่รู้เรื่อง, นี้ก็คือความที่เข้าไม่ถึง
แม้แต่กวีตามธรรมดาแต่งง่าย ๆ คนก็ยังเข้าไม่ถึง. ทีนี้ บทกวีของพระเจ้าอยู่ในรูปของธรรมะนี้
ก็ยิ่งเข้าไม่ถึง; ฉะนั้นมันจึงชวนง่วงนอน มากกว่าบทกวีตามธรรมดา. แต่ถ้าเข้าถึงก็จะมีรสอร่อย
มีหูตาที่เบิกผึ่ง หรือว่าสนุกสนานอยู่ตลอดเวลาได้เหมือนกัน.
คนบางคนกลับเห็นไปเสียว่า
ธรรมะไม่มีลักษณะของกวีนิพนธ์ หรือศิลปะหรืออะไรทำนองนั้น ก็ต้องยกไว้ให้เป็นความโง่ของคนเหล่านั้นเอง.
ฉะนั้น จึงขอร้องทุกคนว่า ขอให้ พยายามมองให้เห็น ในข้อนี้ หรือว่าเข้าให้ถึงในข้อนี้
ก็จะเกิดความสนุกสนานในความเป็นกวีนิพนธ์ของธรรมะ; ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องที่ว่าจะเอาไปใช้เป็นความรู้สำหรับพูด
ๆ กัน หรือว่าสั่งสอนกัน หรือใช้เป็นส่วนหนึ่งของอาชีพ หรือแม้ที่สุดแต่ต้องการจะเอาไปใช้เพื่อความดับทุกข์โดยตรง
ในวงแคบ ๆ นี้ก็ยังไม่คุ้มกับความประเสริฐของธรรมะ.
กวีนิพนธ์ของกวีทั้งหลายในโลกนั้นเป็นเรื่องเล่น
เป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องเพลิดเพลินสำหรับคนที่ไม่มีอะไรจะทำอย่างนั้น;
กวีนิพนธ์อย่างนี้ก็ไม่มีค่าอะไร เป็นกวีนิพนธ์เสพติดเหมือนยาฝิ่นกัญชา.
ฉะนั้น ขอให้มองในอีกแง่หนึ่งว่า กวีนิพนธ์ธรรมะนี้ ไม่ต้องเป็นอย่างนั้นก็ได้;
ธรรมะมีความไพเราะเหลือประมาณ : มีความดึงดูดใจ มีอะไร มีรสที่มันชวนให้เสพติดเหมือนกับฝิ่น
เหมือนกัญชา; แต่ว่าไม่จำเป็นจะต้องเสพติดเหมือนกับฝิ่นหรือกัญชา ก็ยังได้เหมือนกัน.
ความพ้นทุกข์ หรือ ความที่ดับทุกข์เสียได้นี้ เป็นยอดสุดของความเป็นกวี
หรือว่าเป็นกวีนิพนธ์.
ทีนี้ก็อยากจะชี้ให้เห็นถึงข้อที่ว่า
สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยสุญญตา เป็นกวิกตา เป็นกาเวยฺยา นี้ คือธรรมะประเภทที่เป็นกวีนิพนธ์
เป็นกาพย์กลอน สวยด้วยอักขระและพยัญชนะ อย่างนี้ก็อีกแบบหนึ่ง; นี้เป็นแบบที่พระพุทธเจ้าตรัสปฏิเสธออกไปว่า
เป็นฝีมือของสาวกในชั้นหลังทำ. แล้วพวกคุณก็จะเข้าใจผิด หรือเกลียดกวีนิพนธ์ลามปามไปถึงบทกวีของพระเจ้า.
ที่แท้
ตัวธรรมะจริง ๆ ก็เป็นกวีนิพนธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสุญญตามันก็เป็นยอดของกวีนิพนธ์ของพระเจ้า.
ถ้าเราไปศึกษาเรื่องสุญญตาให้ละเอียดลออจะพบความเป็นกวีนิพนธ์ทุกกระเบียดนิ้ว;
แต่ว่าไม่ใช่อย่างกวีเดี๋ยวนี้แต่ง หรือว่ากาพย์กลอนยั่วยวนความรู้สึก
อย่างที่พวกกวีเดี๋ยวนี้เขาแต่ง ซึ่งติดเป็นยาเสพติดเหมือนกับฝิ่น แล้วก็เลิกกันเท่านั้นเอง
เพราะดับทุกข์ไม่ได้. ส่วน ธรรมะ นั้น เป็นสิ่งที่มีความไพเราะ หรือมีอะไรทำนองกวีนิพนธ์เต็มตัว
แต่แล้วก็ ดับทุกข์ได้และไม่เสพติด.
ธรรมะต้องเป็นกวีนิพนธ์ทางวิญญาณที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป.
ขอให้สนใจธรรมะในลักษณะอย่างนี้บ้างว่าธรรมะนี้เป็นกวีนิพนธ์โดยไม่ต้องมีกวีเป็นผู้แต่ง;
ถ้าจะสมมติว่ามีผู้แต่ง ก็ต้องเป็นของพระเจ้า หรือเป็นของธรรมชาติ; เพราะฉะนั้นต้องลึกซึ่งกว่ากวีนิพนธ์ที่คนแต่ง.
สิ่งที่เรียกว่ากวีนิพนธ์
หรือความหมายของกวีนิพนธ์อย่างที่คนแต่งนี้ไปยืมมาจากความรู้สึกเล็ก ๆ
น้อย ๆ ที่เป็นความประทับใจของกวีนิพนธ์ที่พระเจ้าแต่งหรือธรรมชาติแต่ง;
นี่ก็เลยน่าสงสาร ที่เราต้องการแต่เพียงความไพเราะทางตัวอักขระทางพยัญชนะ
ทางคำพูด ซึ่งไม่ใช่ความไพเราะในทางสาระอะไรที่เป็นสิ่งลึกซึ้ง. แต่ว่าความไพเราะงดงาม
อย่างที่บรรยายด้วยตัวหนังสือไม่ได้ แม้จะเขียนเป็นกาพย์กลอนก็ยิ่งไม่ได้นั้นต่างหาก
ที่ควรสนใจ; หมายความว่าการนิพนธ์ไม่ถึงค่าของธรรมะนั้น.
พระพุทธเจ้าท่านยกคำพูดที่เป็นลักษณะของเรื่องที่ไม่เนื่องด้วยสุญญตา
ว่าเป็นกวี เป็นกาพย์กลอน เป็นสิ่งที่กวีทำในชั้นหลัง เป็นเรื่องนอกคอกไป
เรียกกันอย่างที่เขาคงจะชอบเรียกกันว่า โลกิยกวีนิพนธ์นั้น ไม่เหมือนกันได้กับโลกุตตรกวีนิพนธ์.
แต่เนื่องจากพวกเราสมัยนี้ รู้จักสิ่งที่เรียกว่ากวีนิพนธ์ดี จึงเอามาเทียบให้ฟัง
ให้ความมีค่าอะไรในทางความไพเราะนี้มาก จนเกิดความพอใจ สนใจ รู้สึกดูดดื่มใน
กวีนิพนธ์ของพระเจ้า. ดังเช่นที่สัตบุรุษทั้งหลาย มีความดูดดื่มพอใจในธรรมะ
แล้วก็ดับทุกข์ได้ ไม่ต้องเสพติดซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่ เหมือนกับกวีนิพนธ์ประเภทที่เป็นวัตถุของกามารมณ์ชนิดหนึ่ง
คือกามารมณ์ทางจิตใจ.
ขึ้นด้านบน
พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศิลปะ
๑ ๕
ย่างต่ำที่สุด เราทั้งหลายควรเข้าเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศิลปะ
(Art), ซึ่งในที่นี้หมายถึงศิลปะแห่งการครองชีพ คือเป็นการกระทำที่แยบคายสุขุมในการที่จะมีชีวิต-อยู่เป็นคน
ให้น่าดู น่าชม น่าเลื่อมใส น่าบูชา เป็นที่จับอกจับใจแก่คนทั้งหลาย. อาตมาใช้คำว่า
ศิลปะ ในที่นี้มิได้หมายความว่าเป็นสิ่งหลอกลวงทำนอง Artificial, แต่หมายความว่าเป็นสิ่งที่มีความงดงามมาก
ตามความหมายของศิลปะที่บริสุทธิ์แท้จริง จนจับใจคนอื่นให้พอใจทำตามเรา
ด้วยความสมัครใจของเขาเอง ไม่ต้องแค่นเข็นกัน. ขอให้เราปฏิบัติตามหลักธรรมในพุทธศาสนาในฐานะเป็นศิลปะแห่งการเป็นคน
หรือการดำรงชีพอยู่เป็นคน ซึ่งมีความงดงามอยู่ที่กาย วาจา ใจของเรา ซึ่งใครดูแล้วจะเกิดความรักความพอใจยินดีทำตามเรา.
เราจะมีความงดงามในเบื้องต้นด้วยศีลบริสุทธิ์สะอาดดี; มีความงดงามในท่ามกลางด้วยการมีสมาธิ
คือมีจิตใจสงบเย็น เหมาะสมที่จะทำงานทางจิต; มีความงดงามในเบื้องปลาย คือสมบูรณ์ด้วยปัญญารู้แจ้งสิ่งทั้งปวง
ว่าอะไรเป็นอะไร จนไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นเพราะสิ่งทั้งหลาย. เมื่อใครมีชีวิตอยู่ด้วยความงาม
๓ ประการในลักษณะเช่นนี้แล้วถือว่าเป็นผู้มีศิลปะแห่งการดำรงชีวิตอย่างสูงสุด.
ความงามของศิลปะอันนั้นจะดึงดูดใจบุคคลที่พบเห็นโดยรอบข้าง ให้ยินดีปฏิบัติตามเราในฐานะเป็นศิลปะแห่งการครองชีวิตมากออกไป
ๆ โดยปราศจากความยากลำบากในการที่จะแค่นเข็นกัน. แต่อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติธรรมในแง่ของศิลปะอย่างนี้ก็ไม่พ้นที่จะเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา
เพราะว่าการครองชีพอยู่อย่างมีความ
สะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดนั่นแหละ เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา. อาตมาสังเกตเห็นชาวตะวันตกสนใจพุทธศาสนา
ในฐานะเป็นศิลปะแห่งชีวิตหรือ Art of Life โดยนัยนี้กันเป็นอันมาก และเขียนกันมากกว่าในแง่อื่น
ฉะนั้นจึงนำมาบอกกล่าวสู่กันฟัง ว่ายังมีวิถีทางของศิลปะ ที่จะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่พุทธบริษัท
ด้วยการดำรงชีวิตชนิดที่เป็นศิลปะแห่งการมีความสุขให้คนทั้งหลายดู. แต่ถ้ากล่าวเจาะจงในวงพุทธศาสนาแล้ว
ก็ไม่พ้นที่จะกล่าวว่านั่นแหละเป็นตัวแท้ของศาสนา.
ในที่สุด
อาตมาอยากจะขอร้องให้ตั้งข้อสังเกต หรือสนใจในส่วนพิเศษอีกส่วนหนึ่ง คือการที่เราเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนา
จนถึงกับนำมาใช้เป็นศิลปะแห่งการครองชีวิตให้ได้นั้น มันมีแง่ดีอยู่ว่า
เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความบันเทิงเริงรื่นตามทางของธรรมะ ไม่เหงาหงอย ไม่เป็นทางให้เกิดความเบื่อหน่ายหรือเกิดความหวาดกลัว
ดังที่กล่าวกันอยู่ว่า ถ้ามาทำการละกิเลสกันเสียโดยส่วนเดียวแล้ว ชีวิตนี้จะแห้งแล้งไม่มีรสชาติอะไรเลย
หรือว่าถ้าปราศจากตัณหาต่าง ๆ โดยสิ้นเชิงแล้ว คนเราจะทำอะไรไม่ได้ หรือไม่คิดจะทำอะไร
จะเหมือนกับเป็นอัมพาต มือตายตีนตาย อย่างนี้เป็นต้น. แต่โดยที่แท้แล้วผู้ที่ดำรงชีวิตถูกต้องตามศิลปะแห่งการครองชีวิตของพุทธศาสนานั้น
จะมีความบันเทิงเริงรื่นอยู่ตลอดเวลา คือเป็นผู้มีชัยชนะอยู่เหนือสิ่งทั้งปวง
ทุก ๆ สิ่งที่เข้ามาแวดล้อมตน ไม่ว่าเป็นสัตว์ บุคคล สิ่งของ หรืออะไรชนิดใด
จะเข้ามาหาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็ตาม ย่อมจะเข้ามาในฐานะเป็นผู้แพ้
เป็นฝ่ายแพ้ ไม่อาจจะทำให้เกิดความมืดมัวสกปรกเร่าร้อนแก่ผู้นั้นขึ้นได้.
กิริยาที่เป็นฝ่ายชนะอารมณ์ทั้งปวงนี้ น่าจะเป็นที่บันเทิงเริงรื่นสำหรับคนทั่วไปด้วยเหมือนกัน
ฉะนั้นเราจึงควรมีทรรศนะประจำตัวอยู่ทรรศนะหนึ่งเสมอไป ในการที่จะมองพระพุทธศาสนา
ในฐานะเป็นโรงมหรสพของวิญญาณ เป็นที่แสวงหาความเพลิดเพลินเช่นเดียวกับโรงมหรสพทั่ว
ๆ ไปซึ่งเป็นที่แสวงหาความเพลิดเพลินทางกายหรือทางกิเลส.
ข้อที่ว่า
พระพุทธศาสนา ซึ่งมีสำนักงานอยู่ตามสมาคม หรือวัดวาอารามต่าง ๆ ตั้งอยู่ในฐานะเป็น
โรงมหรสพทางวิญญาณ นั้น ก็คือว่าธรรมะในพระพุทธศาสนาจะให้ความเพลิดเพลิน
ชนิดที่จิตใจหรือวิญญาณต้องการเป็นสิ่งที่นับได้ว่าเป็นอาหารที่จำเป็นด้วยเหมือนกัน
: คนที่ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสยังต้องการอาหารทางตา อาหารทางหู อาหารทางจมูก
อาหารทางลิ้น อาหารทางกาย เหล่านี้ แสวงหากันไปตามที่สมควรนั้นก็ถูกแล้ว;
แต่ยังมีสิ่งอีกสิ่งหนึ่งซึ่งอยู่ลึกและไม่ต้องการอาหารชนิดนั้น. สิ่งนี้คือวิญญาณซึ่งเป็นอิสระหรือบริสุทธิ์
ต้องการความบันเทิงเริงรื่นที่เป็นอาหารทางธรรมะ นับตั้งต้นไปแต่ความยินดีปรีดาที่รู้สึกว่าตนได้ทำอะไรอย่างถูกต้อง
เป็นที่น่าพอใจของผู้รู้หรือพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีความสงบหรือระงับในใจชนิดที่กิเลสมาเรียกร้องไม่ได้
มีความเห็นแจ่มแจ้งรู้เท่าทันสิ่งทั้งปวงว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ทะเยอทะยานในสิ่งใด
มีอาการเหมือนกับลงนั่งได้ ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาเหมือนคนทั้งหลายชนิดที่ท่านให้คำเปรียบไว้ว่า
กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ ซึ่งคิดดูเถอะจะมีความสงบได้อย่างไร.
กลางคืนเป็นควัน นั้น คือนอนไม่หลับกระสับกระส่าย มือก่ายหน้าผากคิดจะแสวงหาอย่างนั้นอย่างนี้
คิดจะกระทำเพื่อให้ได้เงินได้ลาภ ได้สิ่งต่าง ๆ ที่ตนปรารถนาอย่างนั้นอย่างนี้
อันเป็นควันกลุ้มอยู่ในใจเพราะมันยังมืดค่ำ ลุกไปไหนไม่สะดวก ต้องทนนอนอัดควันอยู่.
พอถึงเวลารุ่งขึ้นก็ออกเดินหรือขึ้นรถยนต์สุดแท้แต่จะใช้ยานพาหนะใด ๆ วิ่งว่อนไปตามความต้องการของ
ควัน ที่อัดไว้แต่เมื่อคืน. นี่เรียกว่า กลางคืนเป็นควันกลางวันเป็นไฟ.
เหล่านี้ เป็นลักษณะของการที่จิตใจไม่ได้รับความสงบไม่ได้รับอาหารทางธรรม
แต่เป็นการที่กระหายไปตามอำนาจของกิเลสตัณหาโดยส่วนเดียว เรียกว่าเป็นผู้ที่ยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น.
ลักษณะที่กลางคืนอัดควันนั้นก็หมายความว่าร้อนกลุ้มอยู่แล้วตลอดคืน; กลางวันเป็นไฟนั่น
ก็หมายความว่าลุกโพลง ๆ คือทั้งร้อนทั้งไหม้อะไรไปในตัวเสร็จตลอดทั้งวันอีก,
แล้วจะหาความสงบเยือกเย็นอย่างไรได้, ถ้าคนเราต้อง กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ
ไปจนตลอดชีวิต ตลอดชาติแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง ขอให้คิดดู. เขาเกิดมาทนทุกข์ทรมานจนตลอดชีวิต
คือนับตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งเข้าโลงไปทีเดียว แล้วก็ไม่มีสติปัญญาที่จะระงับดับไฟ
ดับควัน นั้นเสียได้. เขาจะต้องอาศัยสติปัญญาของบุคคลประเภทพระพุทธเจ้า
สำหรับจะช่วยแก้ไขให้เบาบางจากลักษณะที่เรียกว่า กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ
นั้น ลงตามส่วนจนกระทั่งว่า กลางคืนก็พอมีเวลาที่ไม่อัดควัน กลางวันก็มีเวลาที่ไม่ลุกเป็นไฟ.
เมื่อเขาได้เข้าใจสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ถูกต้องตามที่เป็นจริงมากขึ้นเท่าไหร่
ควันหรือไฟก็ลดน้อยลงเท่านั้น.
ถ้าเรามองเห็นความจริงคืออนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งที่ตนกำลังละโมภจะเอา จะเป็น อย่างแจ่มแจ้งอยู่เป็นประจำแล้ว
ก็จะได้รับแต่ความเยือกเย็นในทุก ๆ กรณี เมื่อความเยือกเย็นที่แสนจะเย็น
ชนิดที่ว่าไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องอาบน้ำ ก็ยังเย็นยิ่งกว่าการรดน้ำ การอาบน้ำ
แช่น้ำเป็นความบันเทิงเริงรื่นของวิญญาณส่วนลึก ได้รับความเพลิดเพลินเป็นความพอใจตามทางธรรม
อาตมาจึงชี้ทรรศนะที่ให้ช่วยกันมองจนเห็นว่า พุทธศาสนานี้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นโรงมหรสพของฝ่ายจิต
หรือ Spiritual Theatre ดังกล่าวแล้ว.
ท่านทั้งหลายจะศึกษา
หรือจะมองศาสนากันในลักษณะที่เป็นปรัชญาก็ได้ เป็นศีลธรรมก็ได้ เป็นวิทยาศาสตร์ก็ได้
เป็นศิลปก็ได้ แม้ที่สุดแต่จะจัดเป็นวัฒนธรรมเป็นอย่างต่ำ และเป็นสัจจธรรมหรือเป็นโมกขธรรม
เป็นอย่างสูงสุดก็ได้; แต่ที่จะเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางที่สุดนั้น ย่อมอยู่ตรงที่รู้จักมองพุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนา
หรือเป็นโรงมหรสพทางฝ่ายจิตเท่านั้นเอง. ลักษณะนอกนั้นอาจเป็นความรู้อย่างผิวเผินบ้าง
เป็นไปอย่างชนิดไขว้กันคือไม่ตรงลู่ตรงทางของชีวิตจิตใจบ้าง หรือเป็นแต่เพียงสำหรับรู้
สำหรับคิด สำหรับถกเถียง สำหรับเป็นนักปราชญ์อย่างเดียวบ้าง แต่ก็ละกิเลสอะไรไม่ได้เลย.
ถ้าเราจะเป็นพุทธบริษัทที่มีความสะอาด สว่าง สงบ ตามสมควรแล้ว ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนาโดยตรง,
หรือเป็นโรงมหรสพทางฝ่ายวิญญาณอย่างเดียวเท่านั้น จึงจะได้รับประโยชน์เต็มตามความหมายของสิ่งที่เราเรียกกันว่า
พุทธศาสนา ทุกประการ.
ขึ้นด้านบน
พุทธศาสนาในฐานะเป็นศิลป
๒ ๖
ทธศาสนา ยังจะดูกันในฐานะที่เป็นศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์อันใดอันหนึ่งก็ได้
คือเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตใจ มีหลักหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ พร้อมทั้งเหตุผลที่แสดงตามแบบวิธีของวิทยาศาสตร์
ในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์ของโลก ประเภทหนึ่ง. หรือถ้าจะดูไปอีกแง่หนึ่ง
ในฐานะที่เป็น art ที่เราชอบเรียกกันว่า ศิลป ซึ่งดูเหมือนคำว่าศิลปะในภาษาไทยนั้น
ไม่ค่อยจะเท่าเทียมกันกับคำว่า art ในภาษาสากล เพราะคำว่า art นั้น อาจจะมาใช้กันได้สนิทสนมกับวิธีปฏิบัติต่าง
ๆ ทุกขั้นในพุทธศาสนา ในฐานะเป็นวิชา หรือหลักปฏิบัติที่ประณีตงดงามมาก
: อย่างการบำเพ็ญวิปัสสนา จะเป็นสมถกรรมฐาน หรือวิปัสสนากรรมฐานก็ตาม ดูด้วยสายตาของ
artist ก็จะเป็น art ชนิดหนึ่งโดยตรง คือเป็นวิธีปฏิบัติ หรือแสดงออกซึ่งความงดงามน่าเลื่อมใส
น่าจับใจ ในการกระทำของมนุษย์ จะมีความเป็นอยู่ชนิดที่ได้เปรียบผู้อื่น
หรือมีความสุข ได้รับประโยชน์ ได้รับกำไร จากการเป็นมนุษย์อยู่ในโลกนี้มากกว่าผู้อื่น
เพราะฉะนั้น เราจะเห็นพวกชาวตะวันตกได้พิจารณาหรือมองดู หรือเขียนพุทธศาสนา
ในฐานะที่เป็น art นี้ กันมากที่สุด.
ขึ้นด้านบน
พระอรหันต์เป็นยอดสุดของศิลปิน.
๗
า ไม่มีมีความทุกข์เลยแก่เรา นั่นแหละยอดสุดของทั้งหมดแหละ; คือเป็นพระอรหันต์นั่นเอง.
อะไร ๆ จะมีอย่างไร จะเป็นไปอย่างไร ไม่มีความทุกข์แก่เรา : เรานั้นคือใคร?
เรานั้นก็คือผู้ที่มีความรู้ถึงที่สุด. ดำรงจิตใจไว้ให้ถูกต้อง ดำเนินการกระทำให้ถูกต้อง
จนไม่มีอะไรเป็นความทุกข์เกิดขึ้น นั่นแหละคือพระอรหันต์; ท่านเป็นผู้รู้เรื่องสิ่งทั้งปวงอย่างถูกต้อง
ว่ามันต้องเป็นไปอย่างไร, และเมื่อเป็นไปอย่างนั้นแล้ว ทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดความทุกข์ขึ้นมา.
เป็นความลึกซึ้งละเอียด เรียกว่าเป็นงานฝีมือ หรืองานศิลปะอย่างยิ่งยวด
ที่ว่าจะอยู่กันอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้จนไม่เกิดความทุกข์ใด ๆ ขึ้นมาเลย.
เราควรจะเรียกพระอรหันต์ว่าเป็นยอดของศิลปิน, ยอดสุดของศิลปิน; คือท่านมีวิชชา
มีปัญญา มีฝีมือ มีอะไรที่จัดการกับสิ่งเหล่านี้ ในจักรวาลนี้ จนไม่เกิดความทุกข์ขึ้นมาแก่ท่าน.
ความทุกข์ไม่เกิดขึ้นแก่ท่าน เพราะท่านมีสติปัญญาสามารถ มีอะไร.
แต่เราไม่มองกันอย่างนั้น;
และก็ไม่เรียกพระอรหันต์ว่า เป็นยอดของศิลปิน, ทั้งที่มันมีส่วนที่จะมอง
แล้วมีความจริงเป็นอย่างนั้น, เราก็เรียกกัน พูดกันสั้น ๆ หรือมองกันสั้น
ๆ ว่าเป็นผู้ไม่มีความทุกข์เลย. แต่การที่จะไม่มีความทุกข์เลยนั้นมันยากเท่าไร,
มันละเอียดลึกซึ้งเท่าไร, มันลึกลับเท่าไร, จะต้องมีฝีมือในการจัดการทำสักเท่าไร;
ถ้าไปมองในแง่นั้น พระอรหันต์ก็เป็นยอดของศิลปิน.
ขึ้นด้านบน
ความเป็นไทย
๘
(คำบรรยายที่พูดถึงลักษณะของความเป็นไทยนี้
ชี้ให้เห็นทัศนะที่ท่านผู้บรรยายมีต่อศิลปะไทยพอสมควร จึงรวบรวมมาไว้ในที่นี้ด้วย
ผู้รวบรวม)
นี้ จะได้พูดกันถึง ความเป็นคนไทย นี้บ้างว่า มันมีสัญลักษณ์หรือมีความหมายที่คล้ายกับบรมธรรมอย่างไร
จนถึงกับสามารถถือเอาบรมธรรมเป็นสัญลักษณ์ของคนไทยได้ ด้วยความพอใจ หรือภาคภูมิใจ
หรือบริสุทธิ์ใจโดยไม่ต้องแกล้งทำ.
นี้เรื่องมันก็จะง่ายเข้าในการปฏิบัติธรรมของคนไทย,
ว่าเป็นเนื้อหาของวิญญาณของความเป็นไทย. เราจะมองดูกันไปตั้งแต่เรื่องเบ็ดเตล็ดเล็ก
ๆ น้อย ๆ แต่เป็นใจความสำคัญคือ ลักษณะที่เยือกเย็น เชื่องช้า ทรหด อดทน
นี้เป็นลักษณะของความเป็นไทย, และความเป็นคนไทย พร้อมกันไปในตัว. ถ้าไม่มีความเยือกเย็นก็มีความร้อน
ก็เป็นไทยไปไม่ได้. เพราะฉะนั้นดูความหมายของคำว่า เยือกเย็น ให้ดี ๆ
มันมีความหมายของอิสรภาพ, ถ้าเร่าร้อน หมายความว่ามีอะไรรบกวน มีอะไรกำลังรบกวนบีบคั้นอยู่
มันก็เร่าร้อน ก็หมดความเป็นไทย. เชื่องช้านี้มันเป็นท่าทีมันเป็นการแสดงออก
มีความเชื่องช้า ชดช้อย ตามแบบของความเป็นอิสระ.
คนจะเชื่องช้าชดช้อยอยู่ไม่ได้
ถ้าไม่มีอิสระ, มันก็ต้องลุกลน หรือว่าต้องวิ่งหนี. พูดถึงความทรหดอดทน
เมื่อยังไม่ประสบความสำเร็จในความเป็นไทย มันก็ต้องมีความทรหดอดทน หรือว่ามีความเป็นไทยอยู่แล้ว
มันก็ต้องมีความทรหดอดทนในการที่จะรักษาความเป็นไทยไว้, กระทั่งต้องมีความทรหดอดทนต่อปัญหาที่เหลืออยู่
เป็นธรรมดาสามัญทั่วไป, เช่นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย; หรือปัญหาอะไรที่มันจะเกิดขึ้นมาจากภายนอก
เป็นความเบียดเบียน มันก็ต้องมีความทรหดอดทนเป็นความทรหด-อดทนตลอดสาย โดยอำนาจที่มีความเชื่องช้า
มีความเยือกเย็น มีอะไรต่าง ๆ เหล่านี้
ทีนี้พิจารณาดูกันถึงเรื่องเบ็ดเตล็ดออกไป
ที่แสดงลักษณะถึงความเชื่องช้าเยือกเย็นทรหดอดทน. ยกตัวอย่างเช่นเพลงไทย
หรือดนตรีไทย เกือบจะไม่ต้องอธิบายคุณก็ทราบอยู่ดีว่า มันมีท่าทีเชื่องช้าเยือกเย็น,
แล้วก็เป็นที่น่าภาคภูมิใจสำหรับคนไทย; แล้วคนไทยก็ยังไม่ค่อยให้ความสนใจ
หรือความเคารพนับถือเต็มที่, ไปสนใจ หรือนิยม หรือบางทีก็บูชาเพลงสากล
เพลงฝรั่ง. ถ้าเราจะเปรียบเทียบกันโดยอุปมาแล้วเพลงไทยนี้ก็เหมือนกับ ช้าง;
ช้างนี้เป็นอย่างไร, มีลักษณะ เชื่องช้า นิ่มนวล ชดช้อย, มันจะเดิน จะยืน
จะอะไรก็ตาม, ตัวมันก็ใหญ่ หมายความถึงมีกำลังมาก มีความทรหดอดทน ฉะนั้นลีลาของเพลงไทยมันเหมือนกับช้าง,
ลีลาของเพลงฝรั่งนั้น เหมือนกับลิงเมาเหล้า หรือผีกำลังบ้า กำลังคลั่ง.
ผมฟังวิทยุเข้าหูทีไร
มันรู้สึกอย่างนี้ทุกที กระทั่งเดี๋ยวนี้. เพลงจีนก็มีลีลาเหมือนคลื่นตามหาดทราย,
เพลงแขกก็รัวเหมือนน้ำตกกระทบหิน. สรุปความกันแล้วก็คือว่า จะเหมือนเพลงไทยไปไม่ได้
ที่มีความเยือกเย็นชดช้อย จนเปรียบเหมือนกับช้าง. นี่เราไม่ใช่ดูถูกอะไรผู้อื่น
เพียงแต่ว่าจะเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกันเท่านั้น, ถ้าลิงเมาเหล้า
หรือผีเมาเหล้า มันรัวอย่างไร คุณก็คาดคะเนคำนวณเอาเอง.
ความเยือกเย็น
ชดช้อย ตามแบบของความเป็นอิสระ มันมีอยู่ในลีลาของเพลงไทย หรือดนตรีไทยอย่างนี้
เราก็ยังไม่สนใจ เพราะว่ากำลังไม่รู้จักความเป็นอิสรภาพ; ไปสนใจเพลงที่มีลีลาเหมือนกับลิงเมาเหล้า.
แต่ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่เพลง หรือที่ดนตรีอะไรทำนองนั้น, มันอยู่ที่ความหมายที่เป็นอิสรภาพ
และเยือกเย็นเหมือนกับบรมธรรม. บรมธรรม คือนิพพานด้วยแล้ว มีความเยือกเย็น
เป็นความหมายเหมือนกับที่อธิบายกันมาแล้วหลายครั้งหลายหนว่า นิพพาน แปลว่าเย็น.
ถ่านไฟเย็นก็เรียกว่า ถ่านไฟนิพพาน, สัตว์หมดอารมณ์ร้อน อารมณ์ร้าย หมดพยศ
ก็เรียกว่า สัตว์เดรัจฉานนิพพาน, คนหมดกิเลสตัณหา ก็เรียกว่า นิพพาน. เหล่านี้มันหมายถึงความเย็นทั้งนั้น;
ความเยือกเย็น ความอยู่เป็นสุข ความสงบ แล้วก็ต้องมีลักษณะแช่มช้อย สมกับที่เยือกเย็น.
ไหน ๆ ก็พูดกันแล้ว
ก็จะพูดต่อไปถึงอะไรบางอย่างที่ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เช่นลายไทย
อาหารไทย เครื่องประดับอย่างไทย กาพย์กลอนไทย รำไทย ดอกไม้ไทย. คุณไปดูเอาเอง,
ลายไทยแบบมาตรฐานตามแบบไทย มีความชดช้อยแสดงความเรียบร้อยสนิทสนมเยือกเย็น.
อาหารไทยก็เหมือนกัน จะต้องมีลักษณะที่พอเหมาะสม ไม่มากไม่น้อย ไม่เกิน
ไม่อะไรไปในทำนองที่มันเกะกะ. เครื่องประดับอย่างไทย จะประดับเนื้อประดับตัวประดับผม
ประดับส่วนไหน มันก็ต้องมีความหมายเป็นไปในทางเรียบร้อย ชดช้อย เยือกเย็น.
แม้แต่ว่า
กาพย์กลอนไทย ก็มีความเนิบนาบ เยือกเย็นเปรียบเทียบกันอย่างว่า เราได้รับวิชาความรู้
กาพย์กลอนนี้ มาจากอินเดีย. จากกาพย์กลอนในภาษาบาลีและสันสกฤตต่าง ๆ, พอแปลงมาเป็นไทย
กาพย์กลอนไทยนี้กลับดีกว่าครู, โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสัมผัส, สัมผัสนอกสัมผัสใน
ซึ่งของเดิมเขาไม่มี. กาพย์กลอนอย่างภาษาบาลี สันสกฤต ของอินเดียก็ตาม
ไม่มีสัมผัส เหมือนกาพย์กลอนฝรั่ง เขาไม่ต้องการสัมผัส, ส่วนไทยไปหนักที่สัมผัส
ซึ่งทำให้มันประสานกัน มีลักษณะแช่มช้อยมากกว่า.
รำไทย นี้ก็ยิ่งไม่ต้องอธิบาย
ฝรั่งมาดูรำไทย ก็รู้ว่าเย็นอย่างไร, ไม่ร้อนเหมือนเต้นรำฝรั่งแบบสากลของเขา.
กระทั่งดอกไม้ไทย แม้เป็นธรรมชาติเราเอาเปรียบธรรมชาติ มันเป็นของธรรมชาติ
แต่เราถือเป็นของไทย. ดอกไม้ไทยที่ถูกนิยมกันในหมู่พวกไทย มันจะมีคุณสมบัติเยือกเย็นในทางภาพ
ในทางสี ในทางกลิ่นก็มีกลิ่นหอมที่เยือกเย็นอีกเหมือนกัน; ไม่เพียงแต่มีสีสวย
ๆ แล้วไม่หอมเหมือนดอกไม้อะไรก็ไม่รู้. ดอกไม้ไทยจะไม่นิยม หรือจะไม่ถือว่าเป็นดอกไม้ไทย,
ถ้าปราศจากความเยือกเย็นในทางตา และทางกลิ่น.
ทีนี้ เรามองดูคนไทย
หรือความเป็นคนไทยในลักษณะเป็นวัตถุ, และค่อนข้างจะเป็นชาตินิยม ซึ่งเอียงไปในทางกิเลส.
แต่ก็ไม่เป็นไร พยายามมองให้เข้าไปเห็นความเยือกเย็น ชดช้อย ของสัญลักษณ์
แห่งความเป็นไทย ในลักษณะนี้กันก่อน. มองดูให้เห็นสิ่งที่เรียกว่า เลือดไทย
กันบ้าง อย่าเข้าใจว่าเป็นเลือดร้อน, มันจะกลายเป็นดูถูกคนไทยโดยไม่รู้สึกตัว.
เลือดไทยต้องเยือกเย็น แล้วก็ต้องมีความแช่มช้อยอีก. อย่างเดียวกัน คืองามด้วย.
มันต้องเป็นเลือดที่รักอิสรภาพหรือมีอิสรภาพ เป็นความหมายที่สำคัญ.
ถ้าคุณสนใจสักหน่อย
ปลากัดไทยนี้มีชื่อเสียงทั่วโลก, และเกิดเป็นคำบัญญัติเฉพาะขึ้นมาว่า ปลากัดไทย
ก็หมายถึงความสวยงามที่สุด แล้วก็ต่อสู้เก่งที่สุด ในบรรดาปลากัดทุกชนิด
ทุกชาติ ทุกภาษาในโลก. ปลากัดไทยไม่ได้หมายความถึงปลาสำหรับกัดกัน, แต่หมายถึงความทรหดอดทน
หมายถึงความสวยงามที่สุดนักสู้ที่สุด; มันจึงดีอยู่ที่ว่าเป็นนักสู้ที่สวยงาม
และแช่มช้อยด้วย. ผมไปดูที่ร้านนั้นเขาบอกว่า ส่งไปอเมริกาเดือนละสองแสนตัวเป็นอย่างน้อย,
ใส่ถุงพลาสติกเล็ก ๆ บิดให้อากาศเข้าได้ โยนในกระจาด, เอาไปขึ้นเรือบิน,
เดือนละสองแสนตัวเป็นอย่างน้อย ที่ร้านนั้น. นี่เป็นความพิเศษของปลากัดไทย,
ถ้าอย่างไร ก็ลองนึกถึงปลากัดไทย, แมวไทย ที่มันไปทำชื่อเสียงทั่วโลก ก็จะเข้าใจคุณค่าของความเป็นไทยเพิ่มขึ้นบ้าง.
พูดถึงความเข้มข้น
มันก็มีความเข้มข้นอย่างพริกขี้หนู คือไม่ต้องมากนัก มันมีอิทธิพล มีผลอะไรมาก
จนเราเรียกว่าเล็กก็เล็กอย่างพริกขี้หนู. นี้ก็เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทยด้วยอย่างหนึ่งเหมือนกัน,
แล้วเผอิญพริกขี้หนูก็เป็นสัญลักษณ์ของพริกเมืองไทย. พริกฝรั่ง พริกอื่น
ๆ พริกจีน พริกอะไรก็ตามมันก็คงไม่เหมือนไม่ดุร้ายเท่าพริกขี้หนู, ถ้าพูดกันในแง่ความเผ็ดร้อน.
นี่เราพูดกันให้กว้างออกไปถึงความหมายของคำว่าเป็นไทย
จะต้องมีอะไรบ้าง มีคุณสมบัติอะไรบ้าง; มีหลาย ๆ อย่าง, แต่ในที่สุดมันก็รวมอยู่ที่ความไม่เป็นทาส.
คุณสมบัติทั้งหมดนั้นมันมุ่งหมายไปสู่ความไม่เป็นทาส. คือไม่เป็นทาสนั้น
ไม่เป็นทาสกันจริง ๆ ทั้งทางกาย ทั้งทางวาจา ทั้งทางใจ; มีอิสรภาพทางกาย
ทางวาจา ทางใจ, พูดภาษา ที่พูดกันที่นี่ ก็คือ ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ทั้งทางวิญญาณ,
ทางภายนอกคือทางร่างกายก็เป็นอิสรภาพ, ทางวัตถุ ทางเรื่องทางกายนั้น ทางการเมือง
การทหาร การเศรษฐกิจ อิสรภาพ เสรีภาพทางกายนี้ก็มีครบ; ทางจิตก็ไม่ถูกโรคจิตรบกวนคือมีจิตที่ปรกติ.
ทางวิญญาณที่สูงสุดขึ้นไปอีก ก็มีความคิดเห็นที่เป็นอิสระที่ถูกต้อง ที่เป็นไปเพื่อชนะกิเลส,
ไม่มีกิเลส หรือเป็นนิพพาน ในที่สุด.
ความเป็นผู้มีอิสระนี้
เป็นอิสระอย่างเยือกเย็น เป็นอิสระทางจิตใจนี้มันเหมาะสมกับความเป็นคนไทย
: หนีก็หนีอย่างเพื่ออิสระ สู้ก็สู้เพื่ออิสระ การผ่อนปรนการยินยอม, การยอมที่เขาเรียกกันว่ายอมแพ้,
คือการผ่อนปรนก็ต้องผ่อนปรนอย่างมีอิสระ. คนไทยหนีมาถึงแดนนี้ หรือแดนไหนก็ตาม
มันไม่แน่นักตอนนี้; หากจะมีการหนี, มันก็หนีเพื่ออิสระ ต้องการอิสระ หนีด้วยการหอบหิ้วเอาอิสรภาพมา.
ถ้าสู้ก็สู้อย่างมีอิสระเพื่ออิสระ การผ่อนปรนก็ผ่อนปรนเพื่อยังคงมีอิสระ.
ประเทศไทยรอดปากเหยี่ยวปากกา จากพวกล่าเมืองขึ้นมาได้ก็เป็นเพราะมีสัญลักษณ์ของความเป็นไทย,
มีความหมายแห่งความเป็นไทย, มีเลือดแห่งความเป็นไทย อย่างที่ว่ามาแล้วนั้นอยู่ในภายใน,
จึงสามารถรักษาอิสรภาพ หรือความเป็นไทยได้. หนีอย่างไทย สู้อย่างไทย ผ่อนปรน
อย่างไทย อะไร ๆ ก็อย่างไทยไปหมด, มันก็ต้องไม่เป็นทาส. เพราะฉะนั้น เราก็มีความเป็นไทยของเรานี้เป็นเครื่องราง.
ขึ้นด้านบน

๑ เยาวชนกับศีลธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๑๘.ง, เรื่อง พุทธศาสตร์ สำหรับเยาวชน, หน้า ๒๓๖๒๓๗, คำบรรยายประจำวันเสาร์ที่
๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐.
๒ ธรรมบรรรยายระดับมหาวิทยาลัย, ธรรมโฆษณ์
เล่มที่ ๓๖ เรื่อง การถือศาสนา กับ การถึงธรรม, หน้าที่ ๒๗๗๒๗๙ บรรยายเมื่อ
๒๒ ธันวาคม ๒๕๐๔.
๓ พุทธิกจริยธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๘, เรื่อง
แนวสังเขปทั่วไปเกี่ยวกับจริยธรรม, หน้า ๑๕๑๖, บรรยายอบรมครูส่วนกลาง
ที่หอประชุมคุรุสภา, เมื่อ ๕ มกราคม ๒๕๐๕.
๔ สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม ๒, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่
๓๘.ก, เรื่อง สุญญตาเป็นเรื่องทั้งหมด-ของพุทธศาสนา, หน้า ๒๘๒๒๘๔, บรรยายเมื่อ
๑๗ เมษายน ๒๕๑๔.
๕ ตุลาการิกธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๖, เรื่อง
พุทธศาสนา กับคนทั่วไป, หน้า ๒๒๖๒๓๑, เป็นคำบรรยาย ตุลาการิกธรรม ครั้งที่
๙ ให้กับผู้พิพากษา ที่ห้องบรรยาย ของ เนติบัณฑิตยสภา, เมื่อ ๑๗ พฤษภาคม
๒๔๙๙.
๖ ตุลาการิกธรรม, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๖, เรื่อง
หลักปฏิบัติศาสนาและศีลธรรม, หน้า ๒๙๔, บรรยายให้กับคณะผู้พิพากษา, เมื่อ
๑๗ มิถุนายน ๒๕๐๐.
๗ พุทธธรรมประยุกต์, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๗.จ,
เรื่อง ประมวลพุทธธรรมประยุกต์สงเคราะห์, หน้า ๓๑๑๓๑๒, บรรยายที่ลานหินโค้ง,
๑๖ มิถุนายน ๒๕๒๗.
๘ บรมธรรมภาคปลาย, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๑๙ .ก,
เรื่อง บรมธรรมกับความเป็นไทย, หน้า ๔๔๘๔๕๓ บรรยายเมื่อ ๓ พฤษภาคม ๒๕๑๒.

บทความที่น่าสนใจ
> พุทธทาสภิกขุสวนโมกขพลาราม
> สรรนิพนธ์พุทธทาสภิกขุว่าด้วย
ศิลปะและสุนทรียภาพทางจิตวิญญาณ
> ภาค ๑ อัสสาทะของศิลปะ > ศิลปะคืออะไร
|