||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส บทความที่น่าสนใจ
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

บทนำ

ความหมายของคำว่าวิญญาณ

วิญญาณ; ที่ผมชอบใช้คำว่า วิญญาณ หมายถึง ทิฏฐิ ความคิด ความเห็น ความเข้าใจ สติปัญญา ระดับนั้น, ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาชอบเรียกกันว่า spiritual แก้ไขปัญหาส่วนนี้หมดไป, คือมีความเข้าใจถูก มีสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์, รู้จักทุกสิ่งตามที่เป็นจริง, แล้วก็ปฏิบัติถูกต้องตามที่เป็นจริง, มันจึงดับ สิ่งที่เรียกว่ากิเลส หรือความเรื้อรังแห่งกิเลสที่เรียกว่าอนุสัย, ความเตรียมพร้อมของกิเลสที่เรียกว่าอาสวะได้หมด.

          กิเลสตามธรรมดา, กิเลสที่กำลังทำหน้าที่ก็ดับได้ ความเคยชินแห่งกิเลสลึกไปกว่านั้นก็ดับได้, ความพร้อมแห่งกิเลส ที่มันจะเบ่งออกมา ก็ดับได้; มันก็เลยไม่มีกิเลสอันใดที่จะแสดงบทบาทออกมาได้ ในแง่ของราคะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี, มันก็เลยสิ้นกิเลสโดยสมบูรณ์ เรียกว่า ขีณาสโว, สิ้นอาสวะเป็นพระอรหันต์. พระพุทธเจ้าก็เป็นผู้สิ้นอาสวะ อย่างนั้น และท่านทำได้เอง. ท่านมีสติปัญญาอย่างอื่น เขาก็เรียกว่า พระพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เรียกว่า พระอรหันต์เฉย ๆ; แต่ความหมายก็คือ สิ้นกิเลส, สิ้นกิเลสนี้ก็คือสิ้นเชื้อแห่งไฟด้วย สิ้นไฟดับไฟพร้อมทั้งเชื้อของมัน พร้อมทั้งการสะสมที่จะให้เกิดไฟขึ้นมา

 

วัฒนธรรมทางวิญญาณ

บัดนี้ เราจำเป็นที่จะต้องให้คำจำกัดความ แก่คำ ๆ นี้ เพื่อความเข้าใจอันดีต่อกันในการที่จะทำการแลกเปลี่ยนสิ่งนี้แก่กัน, โดยถือเอาผลที่จะพึงได้ ในลักษณะที่ตรงกันข้ามจากวัตถุนิยม โดยประการทั้งปวง, ดังต่อไปนี้ :–

(๑) วัฒนธรรมทางวิญญาณ นั้น คือหนทาง หรือวิธีที่มนุษย์จะเข้าถึงธรรมหรือพระเจ้า. กล่าวโดยเฉพาะ ก็คือ วิธีที่มนุษย์จะทำกายของตน ให้เป็นส่วนหนึ่งของกายธรรม หรือกายพระเจ้า เสมอไป. นั่นคือการทำให้มนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ.

(๒) วัฒนธรรมทางวิญญาณ คือสิ่งที่จะทำให้มนุษย์หมดปัญหาอันเกี่ยวกับซาตาน ที่กำลังอยู่ในรูปของสงคราม อันเป็นวิกฤตกาลถาวร ของโลกในปัจจุบัน. หรือในรูปอื่น ๆ นานาชนิด.

(๓) วัฒนธรรมทางวิญญาณ คือวิธีการเดียว ที่สามารถระงับข้อขัดแย้งนานาชนิด ในหมู่มนุษย์นานาชาติ แห่งยุคปัจจุบัน. เช่นปัญหาการลดกำลังอาวุธไม่สำเร็จเป็นต้น

(๔) วัฒนธรรมทางวิญญาณ เป็นเหมือนยาฆ่าเชื้อของสงครามในโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามลัทธิ, หรือสงครามเบ็ดเตล็ด เช่นปัญหาเรื่องดินแดนหรือประโยชน์เป็นต้น.

(๕) วัฒนธรรมทางวิญญาณ จะทำโลกนี้ ให้ปราศจากนายทุนและกรรมกร ให้คงมีอยู่แต่บิดากับบุตร.

(๖) วัฒนธรรมทางวิญญาณ มีวัตถุประสงค์ทำลายความเห็นแก่ตัว ของคนทุกคนให้หมดไปจากโลก.

(๗) วัฒนธรรมทางวิญญาณ คือหนทางทางเดียวที่จะมีการกระทำอันถูกต้องทางวิญญาณ ของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย ทุกเชื้อชาติ.

(๘) วัฒนธรรมทางวิญญาณ คือสิ่งที่จะต้องเคียงคู่กันไปกับวัฒนธรรมฝ่ายวัตถุ, เพื่อควบคุมความก้าวหน้าทางวัตถุ ของมนุษย์มิให้เกิดเป็นพิษขึ้นมา.

          เพียงเท่านี้ ก็น่าจะเป็นการเพียงพอแล้ว ที่เราจะรู้จักกันว่า วัฒนธรรมทางวิญญาณนั้น คือ วัคซีนที่สามารถป้องกันพิษร้ายทุกชนิด อันจะเกิดขึ้นแก่มนุษย์ จากการทำผิดต่อสิ่งแวดล้อมหรือเกี่ยวข้อง เช่น พระเจ้า, ธรรม, ธรรมชาติ, มนุษย์ด้วยกันเอง, วัตถุที่ประดิษฐ์ขึ้นด้วยการค้นคว้าในยุคอวกาศ ปรมาณู และ ฯลฯ.

          เพื่อเข้าใจความแตกต่างระหว่าง วัฒนธรรมทางวัตถุ กับวัฒนธรรมทางวิญญาณให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราอาจจะเทียบกันดูเป็นคู่ ๆ ได้ดังต่อไปนี้ :–

(๑) ดนตรีที่เร่าร้อนยั่วยุ ตามไนท์คลับ ตามบาร์ เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ หรือทางเนื้อหนัง, ตรงกันข้ามดนตรีที่ทำความเย็นสงบ เช่นที่ได้รับเมื่อก้าวเข้าไปในโบสถ์ เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ.

(๒) การเต้นรำที่เร่าร้อนมีอาการเหมือนลิงถูกเฆี่ยนหรือปีศาจเมาเหล้าเป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ, การเต้นรำที่เยือกเย็นชดช้อยเหมือนต้นสนต้องลม ทำจิตให้สงบลงไป นี้เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ.

(๓) การกินอยู่หลับนอน เพื่อรสอร่อยด้วยการบำรุงบำเรออย่างฟุ่มเฟือยนี้เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ, การกินอยู่หลับนอน เพียงเพื่อสามารถทำงานของพระเจ้าหรือหน้าที่ของมนุษย์ ตามกฎธรรมชาติ นี้เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ. กล่าวให้สั้นที่สุดก็กล่าวว่า การกินดีอยู่ดี เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ. การกินอยู่พอดี นี้เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ.

(๔) การสมรสเพื่อผลทางกามารมณ์ หรือความมั่นคงของวงศ์สกุลนี้เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ, ส่วนการสมรสเพื่อสืบต่อการเดินทางของมนุษย์อย่าให้ขาดตอนลงได้จนกว่าจะเข้าถึงพระเจ้า, หรือเพื่อมีการเข้าถึงพระเจ้า หรือบรมธรรมของมนุษย์อยู่เสมอนั้นเป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ.

(๕) การอยากไปสวรรค์ ที่เต็มไปด้วยสีสันแสงเสียงแพรวพราวนั้น เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ, การอยากไปสวรรค์ชนิดที่มีความหมายเป็นความสะอาด สว่าง สงบ, หรือที่สามารถสอนให้รู้จักเบื่อสีสันแสงเสียงอันแพรวพราวนั้นเสียโดยเร็ว นี้เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ.

(๖) ลัทธิการเมือง ที่มีเจตนารมณ์ในการดูดซับเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตัว โดยวิธีเร้นลับแยบคายนั้นเป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ. ส่วนลัทธิการเมืองที่มุ่งสร้างสันติขึ้นในโลกโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของตนเองนั้น, ถ้าหากเป็นสิ่งที่มีอยู่, นั้นเป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ.

(๗) การช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ด้อยพัฒนา เพื่อซื้อเขาเอามาเป็นพรรคพวกของตัวนั้น เป็นการค้า, เป็นวัฒนธรรมฝ่ายวัตถุ. ส่วนการช่วยเหลืออย่างบริสุทธิ์ใจและตรงตามความมุ่งหมายของธรรม หรือของพระเจ้า นั้นเป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ.

(๘) การศึกษาพระศาสนา หรือการบวชในพระศาสนาก็ตาม เพื่อเป็นสะพานอาชีพ หรือสื่อประโยชน์ของตนในอนาคต นั้นเป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ. ส่วนการศึกษาหรือการบวช เพื่อยกสถานะทางวิญญาณของตนให้สูงขึ้น ตามแนวที่พระเจ้าได้วางไว้ นั้นเป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณ.

(๙) การจัดพิมพ์พระคัมภีร์ของศาสนาให้แพร่หลายเพื่อประโยชน์แก่ความยิ่งใหญ่แห่งศาสนาของตน ๆ นั้นเป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ. ส่วนการกระทำเพื่อชี้ชวนให้มหาชนได้เข้าถึงธรรม หรือพระเจ้าจริง ๆ นั้น เป็นวัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณ.

(๑๐) การทำเพื่อนมนุษย์ให้ร่ำรวยและมัวเมาอยู่ในผลของประดิษฐกรรมอันก้าวหน้า เพื่อแข่งกับเทวดาในสวรรค์นั้น เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ. ส่วนการกระทำเพื่อให้มนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับจริง ๆ คือ summum bonum ที่ถูกต้องตามแบบของพระเจ้า นั้นเป็นวัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณ.

          เท่าที่กล่าวมาพอเป็นตัวอย่างนี้ น่าจะเป็นการเพียงพอแล้ว สำหรับการที่จะทราบว่า “วัฒนธรรมทางวิญญาณ” ของพุทธบริษัท ผู้มีความหนักในธรรมหรือพระเจ้านั้นมีอยู่ในลักษณะเช่นไร.

          ท่านทั้งหลายไม่ควรเข้าใจ ตาม ๆ กันไปในทำนองว่า ถ้าเป็นเรื่องทางศิลปะ, ทางวรรณคดี, ทางปรัชญา, ทางจิตวิทยา ฯลฯ เหล่านี้แล้ว จะเป็นเรื่องทางวิญญาณไปเสียหมด. มันมีทั้งฝ่ายวัตถุ และฝ่ายวิญญาณ ครบทั้งสองทาง. หากแต่ว่าในสมัยปัจจุบันนี้สิ่งเหล่านี้ ได้ตกเป็นทาสของวัตถุ ถูกใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาวัตถุ หรือความก้าวหน้าทางวัตถุ ไปเสียหมดแล้ว, และไม่เป็นวัฒนธรรมทางวิญญาณอีกต่อไป.

วัฒนธรรมทางวิญญาณนั้น มีความสำคัญอยู่ตรงที่มุ่งหมายจะทำมนุษย์ให้มีความเต็มเปี่ยม (perfect) ทั้งทางกายและทางจิต. นั่นคือมีความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้อง ทั้งทางกายและทางจิต. วัฒนธรรมทางวิญญาณจะช่วยควบคุมมนุษย์ให้มีความถูกต้องทางวิญญาณ, และพร้อมกันนั้นก็จะช่วยควบคุมวัฒนธรรมทางวัตถุ ให้ช่วยสร้างความถูกต้องทางกาย ให้แก่มนุษย์อย่างสมบูรณ์. มนุษย์จะไม่ต้องเป็นเหมือนต้นไม้ที่ดูแต่ไกลก็งดงามดี แต่พอเข้าไปใกล้ ก็ปรากฏว่ากลวงเป็นโพลง, หรือมีไฟไหม้อยู่ข้างใน อย่างน่าเวทนาสงสาร.

          สิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม หรือ culture นั้น คือตัวไถสำหรับไถนา. มันจะต้องถูกลากไปโดยวัว ๒ ตัว ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวนำตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวฉลาด เข้าใจคำสั่งของเจ้าของดี, และเป็นตัวตาม คือไม่ฉลาด แต่มีเรี่ยวแรงดีอีกตัวหนึ่ง. เมื่อทั้งสองตัวทำงานอย่างประสานกันดีแล้ว ผลงานก็เป็นอันดีเลิศ. ข้อนี้เป็นฉันใด ชีวิต-ของมนุษย์ก็ควรจะถูกลากไป โดยวัฒนธรรมทั้งสองชนิด คือทั้งวัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณและฝ่ายวัตถุ อย่างประสานกลมกลืนกันดี, และมีวัฒนธรรมฝ่ายวิญญาณเป็นฝ่ายนำ ให้วัฒนธรรมฝ่ายวัตถุเป็นฝ่ายตาม เสมอไป, ฉันนั้น.

ขึ้นด้านบน


๑ ราชภโฏวาท, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๓๙.ง, เรื่องการสามารถชิมรสนิพพานบางเวลา, หน้า ๒๘๙, จากคำบรรยายเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๑๘

๒ ค่ายธรรมบุตร, ธรรมโฆษณ์ เล่มที่ ๓๗, เรื่อง รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง, หน้า ๓๗๔–๓๗๘, เป็นเอกสารประกอบการบรรยาย ในโอกาสมีการประชุมพุทธสมาคมฯ ที่ค่ายธรรมบุตร, ๒๒ ธันวาคม ๒๕๑๑ เรื่องนี้บรรยายในคราวประชุมใหญ่ พุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก เมื่อ ๑๕ เม.ย. ๑๒ ที่มาเลเซีย.

บทความที่น่าสนใจ > พุทธทาสภิกขุ–สวนโมกขพลาราม
>
สรรนิพนธ์พุทธทาสภิกขุว่าด้วย ศิลปะและสุนทรียภาพทางจิตวิญญาณ > บทนำ


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
Search WWW Search พุทธทาสศึกษา

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.